Home คลังหลอน ผีลาวแดง ประสบการร์หลอนคำบอกเล่าจากหมู่บ้านริมฝั่งโขง

ผีลาวแดง ประสบการร์หลอนคำบอกเล่าจากหมู่บ้านริมฝั่งโขง

ผีลาวแดง ประสบการร์หลอนคำบอกเล่าจากหมู่บ้านริมฝั่งโขง

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ช่วงนั้นผมทำไร่พริกในไร่ของตัวเองที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ปลูกพริกตามริมฝั่งเกือบสิบไร่ ทำให้ผมกับภรรยาต้องทุ่มเทแรงกายให้กับมันเป็นอย่างมาก ด้วยว่าขณะนั้นพริกในไร่งามมาและราคาก็ดี ทำให้ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยในการลงทุนลงแรง

บ้านของผมอยู่ในตัวอำเภอ แต่เพื่อความสะดวกไม่ต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านไร่ ผมกับภรรยาจึงมาอยู่ที่กระต๊อบในไร่เสียเลย แม้ว่าไร่ริมฝั่งโขงค่อนข้างรกทึบเพราะมีต้นไม้น้อยใหญ่ แต่ก็อาศัยว่าอยู่มานานจนชินจึงไม่ได้นึกกลัวอะไร ประกอบกับใกล้ ๆ กันนั้นก็มีไร่พริกของชาวบ้านคนอื่นอยู่ด้วย เขาก็พาครอบครัวออกมาอยู่ที่ไร่ด้วยเช่นกัน จึงทำให้มีเพื่อนพออุ่นใจ

ปีนั้นเหตุการณ์ทางฝั่งซ้ายหรือทางฝั่งประเทศลาวไม่ค่อยจะสงบนัก รัฐบาลหรือที่เรียกว่าฝ่ายลาวขาวกำลังเร่งปราบปรามฝ่ายปฏิวัติหรือลาวแดง ลาวแดงเป็นพวกที่ได้รับการสนับสนุนจากคอมมิวนิสต์เวียดนามให้โค่นล้มรัฐบาลลาวขาว 

การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะหนักขึ้นทุกวัน แต่เป็นการต่อสู้กันอยู่ทางฝั่งของเขา ไม่ได้ล่วงล้ำมาทางฝั่งไทยแต่อย่างใด จะมีบ้างก็พวกชาวบ้านที่อพยพหนีตายข้ามฝั่งมาเท่านั้น แต่ไม่นานพวกเขาก็ถูกทหารไทยผลักดันกลับออกไป เหตุการณ์ก็อึมครึมอยู่อย่างนั้น

เช้าวันนั้น หลังจากที่ผมขึ้นพริกให้กับพวกพ่อค้าในตลาดที่มารับเอาพริกที่ไร่แล้ว ภรรยาก็เดินลงจากกระต๊อบเตรียมไปอาบน้ำที่ท่าน้ำริมฝั่งโขง หล่อนเดินลงท่าไปไม่ทันไรก็วิ่งหน้าตาตื่นร้องลั่นขึ้นมาหาผมที่นั่งอยู่บนกระต๊อบ 

“คนตายพี่..ศพลอยเกลื่อนโขงเลย” หล่อนละล่ำละลักบอก 

เป็นอย่างที่ภรรยาผมว่าจริง ๆ เมื่อผมเดินไปดูที่ท่าน้ำกับหล่อน มีศพสามสี่ศพลอยอยู่ท่ามกลางสายน้ำเชี่ยวกลางน้ำโขงเป็นศพผู้ชายในชุดเขียวคล้ายทหาร ซึ่งผมแน่ใจว่าต้องเป็นทหารจริง ๆ นั่นล่ะ คงจะถูกฆ่าตายแล้วทิ้งลงน้ำมา เพราะเมื่อสามสี่วันก่อน ผมได้ยินเสียงปืนทางเหนือขึ้นไป พวกลาวแดงกับลาวขาวคงจะปะทะกัน ทหารที่ตายไม่เป็นพวกลาวแดงก็คงจะเป็นพวกลาวขาว ศพเหล่านั้นลอยผ่านไป และลับหายไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว

ผมกับภรรยาเห็นศพลอยมาตามลำน้ำโขงอย่างนั้นบ่อย ตอนแรกก็กลัว ๆ อยู่บ้าง ยิ่งภรรยาผมแล้วหล่อนยิ่งเป็นคนกลัวผีเข้าไส้ แรก ๆ ที่เห็นศพแทบจะไม่กล้าลงไปอาบน้ำที่ท่า แต่นานเข้าหล่อนก็ดูจะชิน และไม่เห็นหล่อนกลัวเมื่อเห็นศพคนตายลอยมาอีก กับพวกที่อยู่ไร่ใกล้กันยิ่งร้องลั่นหยอกกันเฉย เมื่อเห็นศพขึ้นอืดลอยมาตามสายน้ำ 

อย่างวันนั้นเสียงเจ้ายิ่งที่กำลังเก็บพริกอยู่ไร่ใกล้ ๆ ร้องลั่นเรียกผม “น้ารัตน์..ญาติจากฝั่งซ้ายมาหาแน่ะ เรียกขึ้นฝั่งหน่อย” มันว่า 

ผมก็นึกว่ามีญาติพี่น้องห่างไกลจากฝั่งลาวข้ามโขงมาหาจริง ๆ จึงหันไปมองตามที่เจ้ายิ่งมันว่า ที่ไหนได้กลางลำโขงกลับมีแต่ศพลอยมายั๊วเยี้ยเต็มไปหมด เป็นชาวบ้านทั้งผู้หญิงและชาย เด็กเล็ก ๆ ก็ยังมีอีก นับได้เกือบสิบศพ 

“พวกลาวแดงน่ะ..ไอ้พวกลาวขาวคงจะเข้าหมู่บ้าน ถึงได้ฆ่ายกครัวอย่างนี้น่ะ” 

ลุงคนหนึ่งว่าพึมพำ ขณะสายจ้องจับศพที่ลอยเกลื่อนสายน้ำ นั่นเป็นความโหดร้ายของสงคราม มันชั่งน่าอเนจอนาถนักที่คนร่วมชาติต้องมาเข่นฆ่ากันเองราวผักปลา…

ผมเคยคุยกับพวกชาวลาวอพยพที่หนีข้ามเข้ามาในฝั่งไทย ชาวบ้านเหล่านั้นจะเล่าให้ฟังถึงความเหี้ยมโหดของทหาร ทั้งของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายปฏิวัติ ชาวบ้านต้องตกเป็นผู้รับกรรมตลอดกาล เพราะพวกทหารรัฐบาลก็มักสงสัยว่าพบวกชาวบ้านเป็นสายของพวกปฏิวัติในป่า ส่วนพวกในป่าก็มักจะเพ่งเล็งเอาอีกว่าเป็นสายของพวกรัฐบาล เรียกว่าวางตัวลำบาก เผลอ ๆ ถ้ามันไม่ไว้ใจก็ถุกยิงทิ้งได้ง่าย ๆ จึงต้องกระเซอะกระเซิงหนีข้ามมาฝั่งไทย ส่วนครอบครัวไหนหรือใครที่ถูกสงสัยว่าเป็นพวกของอีกฝ่าย ก็มักจะถูกฆ่ายกครัวอย่างไม่ต้องมีการสอบสวนให้เปลืองน้ำลาย 

ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่าพวกลาวขาวเวลาที่มันจะฆ่าใครที่สงสัยว่าเป็นพวกปฏิวัติ มันจะสั่งให้ขุดหลุมให้ลึกพอที่จะฝังตัวเอง ใครที่ถูกสั่งให้ขุดหลุมล่ะก็จะรู้ชะตาตัวเองเลยทันที ขุดหลุดได้ที่ปืนในมือของทหารเหล่านั้นก็จ่อยิงอย่างไม่ยี่หระ คนที่จะตายต่อไปก็เป็นคนมากลบหลุม แล้วก็เตรียมขุดหลุมฝังตัวเองต่อ ฟังแล้วรู้สึกเสียวสยองยิ่งนัก

หลังจากศพที่ตายยกครัวลอยมาในน้ำโขงผ่านไปหลายวัน เหตุการณ์ก็ดูจะเหมือนเงียบไป เสียงปืนที่เคยดังเป็นข้าวตอกทางฝั่งซ้ายซาลงไป ไม่มีศพลอยมาตามน้ำให้เห็นอีกทำให้ผมกับภรรยาค่อยใจคอดีขึ้นมาหน่อย จะว่าไม่กลัวเลยมันก็ดูจะเกินไปมีศพคนตายเป็นโขยงลอยผ่านหน้ามาให้เห็นอย่างนั้นน่ะ ยิ่งความเชื่อเรื่องผี ๆ สาง ๆ มันมีอยู่เต็มสมองผม มันก็อดที่จะปอดกระเส่าไม่ได้ 

วันนั้นดูเหมือนจะอยู่ในความทรงจำเป็นอย่างดี..ปริมาณพริกที่พวกพ่อค้าในตลาดสั่งดูเหมือนจะมากกว่าทุกวัน ทำให้วันนั้นทั้งผมและครอบครัวต้องปลิดพริกกันมือเป็นระวิง แทบจะไม่ได้หยุดพักเอาเลยทีเดียว 

พริกราคาดีพวกค้าเหล่านั้นก็เล่นเอาเงินก้อนโต มาวางมัดจำไว้ทำเอาผมและครอบครัวขี้เกียจไม่ลง กว่าจะได้พริกเพียงพอตามที่สั่งเล่นเอามืดค่ำเลยทีเดียว 

หลังจากกินข้าวกินปลาในเย็นนั้นเรียบร้อย ผมกับภรรยาก็เตรียมเข้านอน แต่เสียงปืนที่ได้ยินแว่วมาจากทางฝั่งซ้าย ทำให้ผมข่มตาหลับไม่ลง นึกในใจว่าไอ้พวกแดงกับพวกขาวคงล่อกันนัวเนียอีกแล้วงานนี้ “รู้สึกเหมือนจะยิงกันอยู่ใกล้ ๆ เรานี่เองนะพี่” ภรรยาผมว่า

ผมกับภรรยานอนไปพลางนึกเสียวไปด้วย เพราะไม่รู้ว่าทางฝั่งโน้นจะล่อกันด้วยปืนใหญ่หรือเปล่า เพราะดีไม่ดีอาจจะมีลูกหลงหล่นข้ามฝั่งมาอาจพลอยซวยไปด้วยก็ได้ เอาเป็นว่าคืนนั้นทั้งคืนผมแทบจะไม่ได้หลับได้นอนเลยทีเดียว เพราะมัวแต่เงี่ยหูฟังเสียงปืน มาหลับลงเมื่อตอนจะใกล้สางเต็มที และเสียงปืนก็เงียบสงบลงไปแล้ว มีเพียงเสียงลมวู่หวิวและเสียงน้ำค้างที่หยดเปาะแปะ

ช่วงที่กำลังเคลิ้ม ๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นั้น บอกตามตรงว่าผมแทบจะไม่เอยากเรียกมันว่าความฝันหรอก เพราะมันชัดแจ้งราวกับว่าเป็นความจริงเสียอย่างนั้นล่ะ 

ภรรยาที่นอนอยู่ข้าง ๆ ส่งเสียงกรนเบา ๆ เข้าหูได้ยินชัดเจน และเสียงที่ดังแทรกเสียงกรนของภรรยาผมมันก็ได้ยินอย่างไม่ผิดเพี้ยน เป็นเสียงผีเท้าคนเดินย่ำใบไม้สวบสาบขึ้นมาจากทางท่าน้ำตรงมายังทางกระต๊อบผม เสียงนั้นใกล้เข้ามาและมาหยุดอยู่หน้ากระต๊อบ…

ผมนอนตัวแข็งด้วยความแปลกใจและตั้งใจฟังเสียงฝีเท้านั้นอย่างตั้งใจ เงียบไปนานจนผมชักสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า เมื่อไม่แน่ใจจึงลุกจากที่นอน ชะเง้อคอมองผ่านหน้าต่างกระต๊อบลงไปยังข้างล่าง ผมตาไม่ฝาดแน่นอน แม้ขณะนั้นทั่วบริเวณจะมีเงาสลัวปกคลุม…เป็นร่างของชายคนหนึ่งยืนทะมึนอยู่หน้ากระต๊อบ…!

ความสงสัยตอนนั้นมันล้นปรี่อยู่ในความคิด ใครหว่าดึกดื่นป่านนี้มายืนไม่พูดไม่จาอยู่หน้ากระต๊อบเรา สันนิษฐานไว้ก่อนว่าดึกดื่นค่ำคืนอย่างนี้คงจะมาร้ายมากกว่ามาดี มือคว้ามีดอีโต้ข้างฝามากำไว้แน่นกะว่าถ้าไม่ชอบมาพากลพ่อจะล่อให้กบาลแยกแน่ 

ผมตัดสินใจร้องถามออกไปเสียงลั่นกระต๊อบ

“นั่นใครน่ะ มายืนลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่หน้ากระต๊อบน่ะ” 

“เราเป็นทหารฝั่งโน้น..พอดีผ่านมา เลยอยากจะขึ้นมาขอยาสูบหน่อย เราหนาวมากเลย พอจะมีบุหรี่มั๊ย”

“อ๋อ..ก็พอมี”

ผมว่า พลางนึกในใจว่าไอ้เจ้านี่มาคนเดียว ปืนผาหน้าไม้ก็ไม่มีคงจะไม่น่ากลัวอะไร ซ้ำตัวมันก็เล็กกว่าผมด้วย หากปะเหมาะเคราะห์ร้ายอีโต้ในมือก็พอจะสู้มันไหว ผมควานหาห่อยาเส้นก่อนจะเดินลงกระต๊อบไปเผชิญหน้ากับร่างตะคุ่มข้างล่าง พออยู่ห่างกันไม่กี่วา ผมก็เห็นร่างนั้นชัดขึ้นมาหน่อย 

“มันบ้าหรือเปล่าที่นุ่งเพียงกางเกงในตัวเดียวมาอย่างนี้” 

และดูเหมือนร่างนั้นจะเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังสงสัย เพราะได้ยินเสียงแผ่วแว่วมาจากร่างที่ยืนทะมึนตรงหน้า 

“ไอ้พวกลาวขาวมันเอาเสื้อผ้าเราไปหมด มันยิงเราตาย แล้วก็ลอกคราบเราเสียเกลี้ยง” 

ผมสะดุ้ง…ไอ้เจ้านี่บอกว่าถูกยิงนายอย่างนั้นหรือ? ขณะที่กำลังตกใจกับคำพูดของเจ้าของร่างแปลกหน้า ร่างนั้นก็ยื่นมือออกมาขอยาเส้นจากในมือผม ผมยื่นให้คล้ายคนละเมอไม่ได้สติ เสียงกล่าวขอบคุณดังเบา ๆ ก่อนร่างนั้นจะหันหลังกลับเดินลงไปยังทางท่าน้ำ 

“พี่ ๆ พี่ตื่นได้แล้ว ตื่นเร็วพี่..” 

เสียงภรรยาผมเรียกได้ยินแว่ว ๆ ผมงัวเงียและสะดุ้งตื่นพลางเหลียวหน้าเลิกลักอย่างไม่เข้าใจ พอตื่นขึ้นมาเห็นหน้าภรรยานั่งอยู่ข้างกาย จึงรู้ว่าตัวเองฝันไป 

ภรรยาผมถามว่าผมละเมอเสียงงึมงำอยู่คนเดียว คล้ายกำลังพูดอะไรกับใครอย่างนั้นล่ะ ผมจึงเล่าความฝันให้ภรรยาฟัง หล่อนนั่งนิ่งฟังด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เพราะเรื่องของผมนั้นมันออกจะแปลกและน่ากลัว 

ตอนสาย พอภรรยาเดินลงไปอาบน้ำได้ไม่ทันไรเสียงร้องของหล่อนก็ดังลั่นคุ่งน้ำ 

“พี่ ๆ ศพคนตาย พี่มาดูเร็วศพใครก็ไม่รู้” 

ผมกระโดลงจากกระต๊อบวิ่งไปที่ท่าน้ำ เห็นภรรยายืนตัวสั่นมือชี้ไปที่หน้าท่าน้ำที่หล่อนกับผมใช้อาบน้ำประจำ ศพนั้นลอยนิ่งติดอยู่ที่ระแนงไม้ที่ผมใช้พาดวางปีกไม้เพื่อใช้นั่งอาบน้ำ ลักษณะของศพชายคนนั้นคงจะตายมาหลายวัน ทั้งร่างไม่ใส่เสื้อผ้า นอกจากกางเกงในตัวเดียว…

ผมนึกไปถึงความฝันเมื่อคืนในฉับพลัน ไอ้ผีลาวแดงตัวนี้มันเฮี้ยนนักลอยมาติดท่าน้ำผมแล้ววิญญาณยังขึ้นไปขอบุหรี่กับผมในความฝันซะอีกแน่ะ ผมต้องขนหัวลุกรับอรุณแต่เช้า แต่ก็ต้องกลั้นใจข่มความกลัว บอกกล่าวกับศพนั้นว่าบุหรี่ที่ขอน่ะก็ให้ไปแล้ว ขอให้ไปเสียเถอะ ว่าแล้วก็ใช้ไม้ยาว ๆ เขี่ยศพนั้นออกจากท่า พอติดกระแสน้ำไหล ศพก็ค่อย ๆ ลอยห่างไปจากท่าน้ำและลับสายตาไปในที่สุด..

หลังเหตุการณ์ในวันนั้น ผมกับภรรยากลับเข้ามานอนที่บ้านในตัวอำเภอในทันทีที่พระอาทิตย์ตกดิน..ใครจะทนให้ผีมันมาหลอกได้ซ้ำสอง…

ขอขอบคุณ คุณ ผู้ชนะ สิบทิศ ที่ได้เผยแพร่ไว้ในกลุ่ม เรื่องเล่าของคนเดินป่า 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here