เรื่องเล่าจากชาวเก็บศพ “อาสาสมัครมูลนิธิไปเก็บศพที่โรงงานตุ๊กตาไฟไหม้..เจอเรื่องหลอนตามมา…”

เรื่องเล่าจากอาสา

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับช่วงที่เกิดไฟไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ที่นครปฐมด้วยครับ

วันนั้นมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นตอนที่ผมกำลังจะอาบน้ำเพื่อเตรียมจะออกไปข้างนอกพอดี  คนที่โทรมาคือ “พี่อ๊อด” พี่ใหญ่ที่ทำงานในมูลนิธิ  

พี่อ๊อดโทรมาแจ๊งเหตุว่า เกิดเหตุไฟฟ้าที่โรงงานตุ๊กตาตรงพุทธมณฑลสายสี่  ผมที่ได้ยินดังนั้นก็รีบบึ่งรถไปยังที่เกิดเหตุทันที  แต่พอผมไปถึงเพลิงก็ได้สงบลงเรียบร้อยแล้ว  หากแต่ว่าด้านในโรงงานยังคงร้อนระอุไปหมด 

พวกเราจึงทำอะไรกันไม่ได้มาก  ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องจักรช่วยในการค้นหาซากศพผู้เสียชีวิต  ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ซากศพเป็นจำนวนมาก  ส่วนนึงต้องนำส่งนิติเวชเพื่อชันสูตร ก่อนว่าเป็นศพของใคร แล้วถึงนำไปทำพิธีทางศาสนาต่อ  

แล้วในวันรุ่งขึ้นตอนประมาณเที่ยงๆ  พี่อ๊อดก็โทรตามผมอีกรอบ  แกบอกให้ผมออกมาหาพี่แกที่บ้านหน่อย  พูดจบก็วางโทรศัพท์ไป ไม่ได้พูดอะไร  

ผมรู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน  จึงรีบออกไปหาพี่อ๊อดทันที  โดยบ้านพี่อ๊อดอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมเท่าไรนัก  เดินไปก็ถึงแล้ว

“เออ…เมื่อตะกี้นี้  พี่รุ่งเขาโทรมาบอกวว่าจะมารับ” พี่อ๊อดว่า

“ไปไหนเหรอพี่” ผมถามแกกลับ

“ยังไม่รู้เลย  เค้าบอกให้แต่งตัวรอไว้ เออ…เอ็งอย่าลืมเอาชุดมูลนิธิไปด้วยล่ะ” พี่อ๊อดพูดต่อ

เวลาผ่านไปไม่นานนักพี่รุ่งก็มาถึง  เราจึงเตรียมตัวออกเดินทางไปด้วยกัน

“แล้วนี่…เราจะไปไหนกันพี่รุ่ง” ผมหันไปถามแก

“อ๋อ…พอดีเมื่อวานพี่เอาศพไปส่งที่นิติเวช  ญาติเค้าก็เลยให้พี่มารับศพไปส่งที่วัดให้หน่อย ก็เลยช่วยๆ เค้าน่ะ”

เราใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึงนิติเวช  ซึ่งในขณะนั้นมีญาติของผู้เสียชีวิตมารออยู่ก่อนแล้วหลายราย พี่รุ่งจึงให้ญาติผู้เสียชีวิตไปติดต่อเพื่อรับศพ  สักพักพี่รุ่งมาเรียกผมกับพี่อ๊อดให้เดินตามแกเข้าไปรับศพ

ผมที่พึ่งเคยเข้าไปในห้องนิติเวชเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ตกใจมาก  เพราะศพคนตายที่เกิดจากเหตุไฟไหม้โรงงานมากมายเหลือเกิน  มีทั้งที่อยู่ในลิ้นชักและในเปลนอกลิ้นชัก วางเรียงรายเต็มไปหมด 

ญาติผู้ตายชี้บอก  แล้วพวกผมก็ยกออกมาทั้งเปล  ใส่ลงโลงที่ญาติเตรียมมา  ก่อนที่จะยกใส่โลงนั้นเราต้องสอดด้วยผ้าพลาสติกเสียก่อน  เพราะศพนั้นเริ่มมีน้ำเหลืองออกมาแล้ว  พอถ่ายใส่โลงเรียบร้อยก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยปิดฝาโลงให้  จากนั้นก็ตอกตะปูปิดฝาโลง ขณะที่ตอกตะปูนั้น  ผมสังเกตเห็นที่ปากญาติๆเขาท่องคาถาอะไรสักอย่างด้วย 

หลังจากนั้นก็นำโลงขึ้นรถเตรียมมุ่งหน้าไปจังหวัดสุพรรณบุรี  มีรถหลายคันมารับศพกันเป็นแถว  และก่อนจะขับรถออกไปจากที่นั่น  รถทุกคันต้องบีบแตรสามครั้ง  ซึ่งผมไม่ทราบว่าเค้าบีบกันทำไม  ผมจึงถามพี่รุ่งซะเลย

“พี่รุ่งครับ…ทำไมเราต้องบีบแตรด้วยล่ะ”

“เค้าว่ากันว่า  บีบแตรเพื่อเรียกวิญญาณผู้ตายให้ตามร่างไปไงล่ะ” คำตอบของพี่รุ่งทำให้ผมหายสงสัย  และนั่งนิ่งไม่พูดอะไรต่ออีก

หลังจากนั้นไม่นานเราก็ขับรถมาถึงวัด  พวกเราและญาติๆ ต่างก็ช่วยกันยกโลงลงจากรถไปไว้ในศาลา  สัปเหร่อจัดแจงงัดโลง เปิดฝาโลงออกเพื่อจะนำร่างออกมาทำพิธีอาบน้ำศพ 

พวกผมและญาติผู้เสียชีวิตก็ช่วยกันยกผ้าพลาสติกที่รองศพผู้หญิงคนนั้นขึ้นมา  ร่างกายนั้นส่งกลิ่นโชยขึ้นทันที  รวมทั้งมีน้ำเหลืองที่ไหลนองเต็มผ้าพลาสติกเต็มไปหมด 

จากนั้นเหล่าญาติพี่น้องก็ช่วยกันอาบน้ำแต่งตัวให้กับศพ  ระหว่างนั้นมีมีลุงแก่ๆ คนหนึ่งเดินปรี่เข้ามาที่พวกผม  และกล่าวคำขอบอกขอบใจเป็นการใหญ่

เย็นวันนั้นพวกเราต้องเดินทางกลับมาที่ศูนย์บางบัวทอง  เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อ  ในค่ำนั้นทุกคนในจุดทยอยกันมาเรื่อยๆ ส่วนพี่อ๊อดกำลังนั่งฟัง ว. อย่างตั้งใจ 

พวกผมที่ทยอยมากันจนครบ  ก็นั่งคุยเฮฮากันไปตามเรื่องตามราว  กระทั่งเวลาผ่านไปจนเที่ยงคืน  ทุกคนที่อยู่ในศูนย์ก็เริ่มผ่อนเปลือกตาลงทีละคน 

คืนนั้นเหตุการณ์สงบเงียบมาก  รวมถึงในศูนย์ด้วย  จนกระทั่งเหลือผมกับพี่อ๊อดสองคนที่ยังคงนั่งฟังวิทยุอยู่ด้วยกัน

“เฮ้ย…เอ็งฟังวิทยุแทนสักเดี๋ยวดิ  ข้าปวดท้องจะไปเข้าห้องน้ำ”

“ตามสะดวกเลยพี่อ๊อด” ผมตอบพี่อ๊อด

พี่อ๊อดพูดจบ  แกก็คว้าบุหรี่ไฟแช็คไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ทางด้านหลัง  ซึ่งด้านหลังนั้นจะเป็นที่เก็บโลง  ผ้าดิบ  ถุงมือและอุปกรรณ์ต่างๆ ที่คนนำมาบริจาคไว้ 

ขณะที่ผมนั่งไปเรื่อยๆ ก็มีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนถูกสายตาของใครบางคนจองมองมาที่ผมอยู่ตลอดเวลา  พอผมเหลือบตาไปมองก็เหมือนกับมีเงาอะไรดำๆ ลอยหายวับไป..

ผมจึงหันกลับมาที่หน้าวิทยุ  ทำเป็นไม่สนใจ  หรือว่าเราคงคิดไปเองกะมัง  แล้วจู่ๆ ก็มีเสียง “ตึ้ง…ง…ง”  ดังมาจากทางห้องน้ำ 

ผมเห็นพี่อ๊อดรีบเดินหน้าเซ็งออกมา  ผมจึงถามแกไปว่ามีอะไร ?

“อ้าว…ก็เอ็งหรือใครล่ะที่ไปเคาะประตู…เร่งข้าอยู่ได้” พี่อ๊อดพูดแบบหงุดหงิดๆ นิดหน่อย 

“ห๋า…พี่อ๊อด ผมยังไม่เห็นมีใครเดินเข้าไปด้านหลังเลย” ผมปฏิเสธเสียงแข็ง  แต่พี่อ๊อดก็ไม่เชื่อ

“นี่ไอ้เวร ไม่ต้องมาล้อเล่นอะไรกับกูแบบนี้เลยนะ” พี่อ๊อดทำท่าส่ายหัวไม่เชื่อเด็ดขาด

ผมเลยบอกไปอีกครั้ง  “พี่อ๊อด…ฟังผมนะ ผมยังไม่ได้ลุกจากเก้าอี้ตัวนี้เลยด้วยซ้ำ” 

ถึงตรงนี้ผมไม่ได้ตลกด้วยแล้ว  ท่าทางผมคงซีเรียสจริงจังจนพี่อ๊อดแกเริ่มอ่อนเสียงลงบ้าง 

“อ้าว…แล้วเอ็งได้ยินเสียงเคาะไหม?”

“ก็ได้ยินแต่ตอนพี่อ๊อดเปิดประตูกระแทกๆ แล้วเดินหงุดหงิดออกมาเท่านั้นแหละ” 

คิ้วของผมและพี่อ๊อดขมวดย่นด้วยกันทั้งคู่เลย  เราเริ่มจะใจไม่ดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว  และจู่ๆ ผมก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทั้งตัว เป็นจังหวะพอดีกับที่พี่รุ่งที่ตื่นขึ้นมาพอดี

“เฮ้ย…เอ็งสองคนเปลี่ยนกันไปนอนบ้างก็ได้  เดี๋ยวพี่ฟังวิทยุเอง”

“ไม่เป็นไรหรอกพี่รุ่ง…” ซึ่งจะว่าไป  มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นจริงๆ

“นอนไม่หลับ  งั้นก็ออกไปหาอะไรกินกันไหม?” ผมและพี่อ๊อดตอบตกลงทันที   พร้อมกับลุกขึ้นเดินตามพี่รุ่งเปิดประตูออกไปที่รถ  เพื่อจะไปหาอะไรกินกันตามที่พี่รุ่งชวน 

จากนั้นพวกเราก็ขับตระเวนกันไปพักหนึ่งจนเจอร้านบะหมี่เกี๊ยว เราสามคนตกลงเห็นดีด้วยกับการสั่งบะหมี่  พอสั่งเสร็จเรียบร้อยพวกเราก็เดินมานั่งที่โต๊ะ  สักครู่คนขายก็เดินเอาบะหมี่มาให้ แล้วถามเปรยๆ ว่า

“อ้าว…พี่ผู้หญิงในรถไม่ลงมาทานด้วยหรอคะ?”

พวกเราสามคนมองหน้ากันอย่างแปลกใจ  ส่วนผมนั้นเย็นวูบวาบไปทั้งตัว  เรารีบมองไปที่รถ  ก็ไม่เห็นมีใครอยู่สักคน  แต่เราทุกคนยังคงทำท่าเฉยๆ ไว้ 

ระหว่างที่กำลังกินบะหมี่อยู่นั้น  ในหัวผมกลับคิดอยู่ตลอดเวลา ถถึงเรื่องที่คนขายบะหมี่บอกให้ชวนผู้หญิงที่นั่งในรถลงมากินด้วย

จนเมื่อเรากินบะหมี่หมดชาม  พี่รุ่งจ่ายเงินเสร็จก็เดินนำหน้าไปที่รถ  ผมและพี่อ๊อดเดินตามหลังพี่รุ่งมาติดๆ

เราขับรถกลับกันมาเรื่อยๆ ระหว่างทางในรถนั้นเงียบมาก  ไม่มีใครยอมพูดกันสักคน  มีแต่เสียง ว. เท่านั้นที่ดังก้องอยู่เป็นระยะๆ 

ความเงียบทำให้ผมอดคิดขึ้นมาเล่นๆ ไม่ได้ว่า  ถ้าเกิดมีใครมาเคาะกระจกหลัง  แล้วผมหันไปเจอในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์  ผมจะทำอย่างไรดี..

แล้วอยู่ๆ ผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อพี่รุ่งตะโกนขึ้นมาว่า

“เฮ้ย ! ใครมีบุหรี่มั่งวะ” เสียงนี้ทำให้ผมและพี่อ๊อดที่นั่งเงียบอยู่นาน เอะอะขึ้นมาบ้าง

“โธ่…พี่รุ่ง ตกใจหมด พูดเบาๆ ก็ได้” พี่อ๊อดถอนหายใจดังฟู่ พี่รุ่งหัวเราะ  ก่อนจะบอกว่า 

“แหม…แหม…. ขวัญอ่อนเหลือเกินนะ”

“ก็ผมคิดเรื่องสยองๆ อยู่นี่พี่”

“เรื่องอะไรของเอ็งวะ ที่ว่าสยองน่ะ”

พี่รุ่งถามถึงความคิดของผม  แต่ผมก็ไม่ได้บอกอะไร  ได้แต่บอกว่าเปล่า  ทั้งๆ ที่ในใจนั้นอยากจะถามถึงเรื่องผู้หญิงคนที่แม่ค้าบะหมี่ถามใจแทบขาด

แล้วอยู่ๆ พี่รุ่งก็มีอาการแปลกๆ  เมื่อพี่รุ่งเอามือข้างซ้ายมาเขย่าหัวเข่าของพี่อ๊อดอย่างแรง  แต่สายตาของพี่รุ่งกลับตาค้างจ้องมองไปที่กระจกมองหลัง

“เฮ้ย เฮ้ย! ไอ้อ๊อด!!” เสียงพี่รุ่งสั่นมาก

“อะไรพี่…?”

พี่รุ่งไม่ยอมพูดอะไรต่อ  นอกจากทำท่าชี้ไปที่กระจกมองหลัง 

พี่อ๊อดขมวดคิ้วมองหน้าพี่รุ่งอย่าง งงๆ  ต่อด้วยการหันไปมองที่กระจกแล้วก็ตาค้าง  อ้าปากค้างไปอีกคน 

ผมเริ่มตกใจไปด้วยอีกคน  แต่พอหันไปมองที่หลังรถก็ไม่พบอะไรจึงโถมตัวไปหาพี่ทั้งสอง  และมองไปที่กระจกมองหลังบ้าง 

แล้วผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัว  อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ร่างกายของผมเย็นวาบขึ้นมาโดยอัตโนมัติ  มือเท้ามีเหงื่อชื้นเต็มไปหมด  เมื่อพี่รุ่งถามผมด้วยคำพูดช้าๆ เนิบๆ ว่า

“พะ…พวกเอ็งเห็นอย่างที่ข้าเห็นรึปะ…เปล่าวะ?”

พี่อ๊อดและผมพยักหน้าพร้อมกันทันที  หลังจากที่เราได้เห็นผู้หญิงคนเดียวกับที่ไปรับศพเธอมาจากนิติเวชเมื่อกลางวัน  นั่งนิ่งๆ อยู่หลังรถ

ผมพูดกับพี่อ๊อดด้วยเสียงสั่นๆ ว่า

“พี่ๆ  นั่งด้วยนะ…” พี่อ๊อดยังไม่ทันตอบอะไร  ผมก็ไปนั่งเบียดด้วยทันที  แล้วก็ถามขึ้นมาเบาๆ ว่า

“ละ…แล้ว เราจะทำยังไงดีล่ะทีนี้”

“จะทำไงได้ล่ะวะ  ก็บอกให้พี่รุ่งแกขับเร็วขึ้นอีกน่ะซิ”

ยังไม่ทันที่จะบอกอะไรเลย  พี่รุ่งแกก็เหยียบคันเร่งเร็วขึ้น  เราหันไปมองผู้หญิงที่หลังรถ  พอไม่เห็นก็โล่งใจ  แต่ทุกคนนั่งเงียบหมด  ใจจดใจจ่อว่าจะทำยังไงกันดี 

ในใจนั้นผมอยากให้พี่รุ่งขับรถให้ถึงศูนย์ให้เร็วกว่านี้  ผมรู้สึกว่าขากลับมันไกลกว่าขาไปมากเหลือเกิน  

พอไปถึงหน้าศูนย์พี่รุ่งกับพี่อ๊อดก็รีบเปิดประตูรถ  แล้วพากันโกยอ้าวเข้าไปในศูนย์โดยไม่สนใจผมเลยสักนิด

ผมรู้สึกเสียวๆ ยังไงไม่รู้ จนคลำหาที่เลื่อนเบาะไม่เจอ เพราะมือไม้สั่นไปหมดแล้ว  พอลงมาได้ผมก็รีบวิ่งตามไปโดยที่ลืมเปิดประตูรถทิ้งไว้

พอวิ่งมาถึงที่ศูนย์  ผมก็ต้องตกใจอีกครั้งหนึ่ง เพราะเห็นทุกคนยืนและหันไปมองที่รถ  ผมจึงหันไปดูบ้าง…

แล้วผมก็เห็นผู้หญิงคนนั้นอีก..เธอยังนั่งอยู่ท้ายรถและโบกมือมาทางพวกเราด้วย..!!

เท่านั้นแหละครับ  พวกเราทุกคนถึงกับต้องนัดกันไปใส่บาตรในตอนเช้า  และกลับไปนอนไม่สบายไข้ขึ้นอยู่อีกหลายวันเลยทีเดียว 

และนี่คือเรื่องเล่าสุดสยองขวัญครั้งนึงในชีวิตผม  จากการที่เคยได้มีโอกาสไปทำงานกู้ภัย  ถือเป็นอะไรที่จำจนไม่มีวันลืมเลยครับ…..

ขอบคุณเรื่องเล่าจาก “หนังสือ มูลนิธิเรื่องเล่าชาวเก็บศพ โดย วศิน ทองธา”

ถ่ายทอดขัดเกลาและเรียบเรียงโดยลุงเชิงโกดังหลอน

Previous articleบ้านร้างแรงคุณไสย
Next articleลีลาวดี มันเป็นตราบาปให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกกระทำ แล้วเวรกรรมมันก็หวนกลับมา สู่จุดเริ่มต้น…