Home กฎแห่งกรรม กระสือยายเฟื้อง โดย กฤตานนท์ ตอนจบ

กระสือยายเฟื้อง โดย กฤตานนท์ ตอนจบ

กระสือยายเฟื้อง โดย กฤตานนท์ ตอนจบ

ความเดิมตอนที่แล้ว : กระสือยายเฟื้อง โดย กฤตานนท์ตอนแรก

นอกตัวบ้านมีเสียงบางอย่าง ไม่ต้องตั้งใจฟังก็ได้ยิน ทั้งเสียงเดิน ทั้งเสียงเคี้ยว (หมากมั้ง) ลุงยักษ์เดินนำตรงไปที่ประตูช้าๆ เปิดกลอนเสียงเงียบกริบ แต่เงียบยังไง กลอนเสียดสีกับเนื้อไม้ก็ดังพอให้อะไรก็ตามที่อยู่ด้านนอกนิ่งไป

ลุงแง้มประตูมองออกไปด้านนอก ในความมืดสลัวๆ เห็นหญิงชราหลังค่อมกำลังเดินลากเท้าเหมือนผู้เฒ่าทั่วไป ปากกำลังเคี้ยวอะไรบางอย่างเสียงดัง แจ๊บๆ

“เชี่ย… ใครวะนั่น” ลุงยักษ์สถบออกมาเป็นคนแรก ใจหินแค่ไหน เจอภาพแบบนั้นก็อึ้งไปเหมือนกัน กว่าจะตั้งสติและผลักประตูออกไป

หญิงชราที่ไม่รู้เป็นคนหรือไม่ ก็หันมามอง จ้องลุงยักษ์กันอยู่แป๊บเดียว แกก็เดินลากเท้า… เดินปกติ… แล้วก็ออกวิ่งซะงั้น

ไม่มีใครเห็นภาพนั้น นอกจากลุงยักษ์…

เมื่อไม่เห็นอะไร ได้ยินแค่ที่ลุงยักษ์อุทานบวกกับกลิ่นสาบที่โชยมา คนในบ้านก็คิดกันไปไกลลิบ จินตนาการเรียบร้อยว่าต้องเป็นผี ต้องเป็นนู้นนี่นั่น ต้องสยดสยองพองขนเป็นแน่ พร่ำกันซ้ำๆ แต่ประโยคเดิมที่ลุงยักษ์พูดเมื่อสักครู่ว่า “มันมาแล้วๆๆ”

พยายามถามว่าลุงยักษ์เห็นอะไร แล้วกลิ่นสาบนี่กลิ่นอะไร ลุงมิ่งครางเสียงสั่น อาวงอาวุธที่อุตส่าห์ตีบวกไว้ร่วงผลอยจากมือ

อาสิงห์เองก็ไม่ต่างกัน ถ้าให้ไปตะลุมบอนกลับใครล่ะขอให้บอก ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว แต่ครั้นจะให้ไปเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่ปักใจเชื่อว่าเป็นผี (ไปแล้ว) คงไม่ไหว ขอยืนหลบหลังลุงยักษ์ก่อนก็แล้วกัน อาศัยจังหวะที่อาเฮียของเรากำลังยืนเอ๋อกับสิ่งที่เห็น อาสิงห์ยื่นมือมาจะปิดประตูท่าเดียว

“เห้ย ยักษ์ ปล่อยไปเหอะ อย่าไปยุ่งเลย กรูกลัวว่ะ” อาสิงห์พูดเสียงดังจนน้าส้มกับแม่ที่อุ้มทารกตัวจิ๋วไม่ห่างตัวออกมายืนกอดกันตัวกลม 

ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวว่า อย่าไปยุ่ง กลับเข้าบ้านล็อคประตูพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน 

ลุงยักษ์เห็นทุกคนกลัวกันหมด แม้แต่เพื่อนสนิทที่จี๊ดจนขึ้นชื่อยังกลัวจนหน้าซีด คงหงุดหงิดตามประสาคนใจร้อน

“เสล่อเอ้ย กรูก็กลัวโว้ย” ลุงยักษ์สวน “แต่คนหรือผีไม่รู้หรอก เรามีกันตั้งสามคน เลิกปอดแหกแล้วตามมา”

อาสิงห์สะกิดเบาๆ “เหลือแค่ 2 แล้วว่ะ พี่มิ่งถอยกรูดไปนู้นแล้ว”

“เวรเอ้ย!” ลุงยักษ์พูดจาภาษาดอกไม้ทันที “อะไรกันนักกันหนาวะ คิดกันเอาเองนะเว้ย จะมุดกลับไปอยู่ในบ้านรอให้มันมารังควานแบบนี้เหรอไง สักวันเจ้าตัวเล็กนั่นคงโดนจกตับกินจนได้ กรูไปก่อนล่ะ มันวิ่งหนีไปโน่นแล้ว ไม่ดีเหรอวะ อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ลอยอยู่บนฟ้าเหมือนที่พวกเราคิด”

จิกเพื่อนจบ ลุงยักษ์ก็ตั้งท่าวิ่งตาม แต่ชะงักหันไปมองข้างๆ ประตู จะด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจก็ไม่รู้

มอเตอร์ไซค์คู่ชีพจอดอยู่ใกล้ๆ พอดี… สวยสิ ไบเกอร์กระโดดขึ้นคร่อม สตาร์ททันที เร่งเครื่องเสียงดัง แว๊นซ์ๆๆ ลั่นทุ่ง หนึ่งเพื่อไล่ความเงียบ สองเพื่อปลุกความกล้า (ทั้งของตัวเองและของเพื่อน)

มอเตอร์ไซค์คู่ชีพพุ่งทะยานฝ่าไปในความมืดทันที อาสิงห์กับลุงมิ่งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สุดท้ายจำต้องตัดใจทำแบบเดียวกัน จะปล่อยให้เพื่อนไปคนเดียวก็ใช่ที่ อาสิงห์สั่งให้แฟนสาวกับแม่อยู่ในบ้านล็อคประตูให้เรียบร้อย จากนั้นทั้งสองคนก็ควบมอเตอร์ไซค์ตามลุงยักษ์ไปทันที

ฉากการไล่ตามก็เริ่มขึ้น…

เงาตะคุ่มๆ วิ่งไปตามคันดินห่างไปหลายสิบเมตรทิ้งไว้เพียงกลิ่นเหม็นสาบโชยมาตามลม ลุงยักษ์ต้องเพ่งจนปวดตาว่าเงานั้นวิ่งไปทางไหน แต่ด้วยความเร็วของเครื่องยนต์ ไม่นานก็ไล่จี้ใกล้จนไฟหน้าส่องให้เห็นแผ่นหลังของหญิงชราหลังค่อม

น่าแปลกคือเป็นคนแก่ที่วิ่งเร็วมาก พอๆ กับวัยรุ่น  แต่ร่างนั้นก็เจ้าเล่ห์ไม่หยอก  เมื่อโดนกวดใกล้เข้า ก็ดริฟท์ผลุบหายเข้าไปในดงข้าวโพดอ่อนๆ ข้างทางทันทีทันใด ลุงยักษ์เห็นแบบนั้นต้องเบรกจนเกือบคะมำ และหลุดพูดจาภาษาดอกไม้อีกครั้ง

“เชี่ยเอ้ย… เจ้าเล่ห์ชิบอ๋าย”

สักครู่เดียว อาสิงห์ก็ขับมาจอดรถข้างๆ ถามว่าเจอใครมั้ย ลุงยักษ์ชี้เข้าไปในดงข้าวโพดสูงระดับอก อาสิงห์กับลุงมิ่งสบตากัน ก่อนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า กรูไม่เข้าไปด้วยนะ เกิดอยู่ๆ พุ่งออกมาจากข้างทางกระโดดหักคอจะทำยังไง พยายามชวนลุงยักษ์กลับ อาเฮียก็ถอย แต่ไม่ได้ถอยกลับไปตั้งหลักนะ

เขาเข็นมอเตอร์ไซค์ถอยหลังไปร่วมสองเมตร อาสิงห์เห็นก็พูดเบาๆ 

“อย่าบอกนะว่า…”

ยังพูดไม่ทันจบประโยค ลุงยักษ์บิดคันเร่งเต็มที่ แว๊นนนนนนนนซ์ แล้วรถก็พุ่งพรวดผ่าเข้าไปในดงข้าวโพด!?

ความรู้สึกในการขี่แปรเปลี่ยนไป รถวิ่งลุยแปลงข้าวโพดขนาดย่อม แม้ร่องดินจะไม่ลึกมาก แต่ก็ยังทำให้กระเด้งกระดอนเหมือนควบม้า อวัยวะบางอย่างสั่นสะเทือนไปหมด แถมใบข้าวโพดฟาดกับหน้าจนเกิดเป็นรอยแผลเล็กๆ หลายรอย ทั้งเจ็บทั้งคัน แต่ลุงยักษ์ก็ไม่หยุด เร่งเครื่องตามร่างนั้นไปติดๆ ทิ้งห่างเพื่อนไปทีละน้อย ไม่รู้ตัวเลยว่าขับหลงทิศหลงทางเช่นเคย

หญิงชราที่สามหนุ่มคิดว่าไม่ใช่คน  วิ่งลัดเลาะไปอย่างคล่องแคล่ว ผิดปกติผู้เฒ่าทั้งหลาย ไล่ยังไงก็ไม่ทันสักที ไปซ้ายทีขวาที

ลุงยักษ์และเพื่อนซี้ทั้งสองพยายามขับจี้ไปเรื่อยๆ จนดงข้าวโพดยับเยินหักโค่นไปกว่า 1 ใน 3 (เจ้าของตื่นมาเจอคงด่าถึงบรรพบุรุษ) กลายเป็นอาสิงห์ที่คุ้นเคยกับพื้นที่มากกว่าขับจี้ไปใกล้เรื่อยๆ จนแสงจากไฟหน้าส่องเห็นร่างหญิงหลังค่อมคนนั้ แต่ยังไม่ทันใกล้ไปกว่านั้น หญิงชราก็หันกลับมามอง ดวงตากระทบแสงไฟ แทบจะไม่เห็นตาขาว มีแต่ตาดำ ใบหน้านั้นละหม้ายคล้ายยายเฟื้องจริงๆ

เมื่ออาสิงห์เห็นแววตาอาฆาตจ้องมองกลับมา ความคึกคะนองบวกแรงยุของเพื่อนที่สะสมขึ้นมาทีละนิด หายไปในทันที เขาเบรกมอเตอร์ไซค์เอี๊ยดจนเกือบล้ม แล้วหันหัวกลับ 180 องศา เตรียมโกยทันที

อาสิงห์ตะโกนลั่น “ยักษ์! เผ่นโว้ย อีเฟื้องจริงๆ”

แต่ไบเกอร์อีกคนไม่คิดแบบนั้น ลุงยักษ์ปุเลงๆ ผ่านอาสิงห์ที่โบกมือว่าอย่าตามไป แต่เฮียก็ดื้อจะไปด้วยหลายเหตุผล ทั้งความกล้าเกินคน ความคึกคะนองประสาวัยรุ่น ความทะนงที่ไม่รู้สึกว่าตนเองถูกคุกคามจากสิ่งลี้ลับที่ว่ากันว่าเป็นกระสือ และที่สำคัญคือ อย่างน้อยก็อยากจะรู้กันในวันนี้ไปเลยว่ายายแก่คนนั้นใช่ยายเฟื้องจริงหรือไม่

แต่ที่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งคือสมควรแก่เวลาที่จะล้วงปืนขึ้นมาใช้สักที อย่างน้อยสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ก็คงไม่ใช่คนแก่ปกติแล้ว (มั้ง) วิ่งเร็วและคล่องเกินอายุขนาดนั้น และไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี ยิงขู่สักดอกสองดอก จะได้ไม่มาระรานชาวบ้านเค้าอีก

ลุงยักษ์ขับจี้ไปเรื่อยๆ พอเห็นแว่บๆ ก็เล็งปืน แล้วซัดโป้งออกไปมั่วๆ 2 นัด แต่เพราะมัวแต่มองเป้าไม่มองทาง มอเตอร์ไซค์วิ่งไปเจอคันดินสูงและลึก ลุงยักษ์เบรคเอี๊ยดด ล้อหลังไถลไปกับดิน ฝุ่นตลบ ล้อหน้าชนเข้ากับเนินดิน เสียงดัง โครม!

ด้วยความเร็ว ล้อหน้าปักเข้าไปในคันดิน ล้อหลังกระดกขึ้น ส่วนตัวผู้ขี่กลายเป็นนักยิมนาสจิกลีลาจำเป็น

เริ่มด้วยตีลังกาหน้าขาคู่ (ข้ามแฮนด์รถ) คะแนนความยาก 0.5 เกลียวอีก 1 รอบ คะแนนความยาก 0.2 แต่ท่าลงสู่พื้นติดลบ 9.99 คะแนน

ลุงยักษ์ลอยข้ามแฮนด์มอเตอร์ไซค์มาด้านหน้า ก้นกระแทกพื้นดินอย่างแรง ส่วนมอเตอร์ไซค์คว่ำอยู่ด้านหลัง เบาะหลุดออกจากตัวรถ แต่ไม่สน คนเหล็กซะอย่าง กระดูกกระเดี้ยวไว้สำรวจที่หลัง ขอดูเป้าหมายก่อน เพราะยิงไปมั่วมาก เห็นหลังแว่บๆ ก็ไม่ถงไม่ถามสุขภาพซ้ากคำ ซัดตูมเลย 

หลังจากหันซ้ายหันขวาอยู่แป๊บเดียว ห่างออกไปไม่ไกล เงาดำๆ เซถลาหายไปในพงไม้ถัดจากดงข้าวโพด 

ในความมืดสลัวลุงยักษ์พยายามหาปืนเป็นสิ่งแรก แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ไม่รู้กระเด็นไปไหน จำใจต้องคว้าเอาเศษไม้มาเป็นอาวุธแทน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ย่องไปสุดแปลงข้าวโพด แม้จะร้อนอบอ้าว แต่เมื่อเหลือตัวคนเดียวกับไม้คมแฝก DIY พ่อยอดขมองอิ่มก็เริ่มสั่นเหมือนกัน

ลุงยักษ์แหวกต้นไม้เข้าไปช้าๆ  เมื่อเดินไปถึงลุงยักษ์พบ…

ไม่นานนักมอเตอร์ไซค์อีกคันก็ตามมาจอด เสียงโหวกเหวก (อย่างน้อยตะโกนดังๆ มันก็คงอุ่นใจกว่าเงียบๆ) อาสิงห์ถามรัวเป็นชุด ทั้งเรื่องรถที่ล้มอยู่ ทั้งเรื่องถามว่าหญิงชราคนนั้นใช่ยายเฟื้องมั้ย พูดไปก็สั่นไป ยืนเบียดกับลุงมิ่งยังกับปลาท่องโก๋

“ไม่เจอ” ลุงยักษ์ตอบ เพื่อนทั้งสองคนกึ่งดีใจ กึ่งเสียใจ ลุงยักษ์จึงพูดต่อ “แต่คิดว่ายิงโดนว่ะ” พูดจบก็ชี้ไปให้เพื่อนทั้งสองดูกองเลือดที่อยู่บนพื้น

“อย่าบอกนะเลือดมัน ผีเลือดออกได้ด้วยเหรอวะ หรือว่าเป็นคน ประมาณว่าแข็งแรงไง วิ่งปร๋อ” อาสิงห์พูดมั่วซั่วไปเรื่อย บอกต่อว่าซวยแล้วเอายังไงดี ลุงยักษ์ก็บอกว่าอย่าเพิ่งบิ้วดิ เริ่มลังเลแล้วเหมือนกันเนี่ย อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น 

ซักประวัติยายเฟื้องเป็นชุดว่าสติไม่สมประกอบรึเปล่า ฯลฯ อาสิงห์ก็ใบ้กิน แบ๊ะๆๆ ท่าเดียว

ลุงมิ่งยืนดูกองเลือดสักพักก็บอกให้กลับไปคุยกันที่บ้านน้าส้มดีกว่า สามหนุ่มสามมุม กลับมาก็ไม่เป็นอันหลับ ร้อนใจคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายเป็นลุงมิ่งที่พูดว่า เพิ่งกังวลว่าอาจจะต้องเข้าไปนอนกินโอเลี้ยงกับข้าวผัดในซังเต รอดูพรุ่งนี้ก่อน 

ตลอดทั้งคืน ลุงยักษ์ไม่ได้หลับได้นอน เพราะกังวล จนถึงเช้าบอยแบรนด์ทั้งสามคนจึงปรึกษากันว่าจะทำยังไงต่อดี

อาสิงห์กับน้าส้มบอกว่าก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน คงต้องรอดูกันไปก่อน ลุงมิ่งก็ถามลุงยักษ์ว่าคิดยังไง

 เฮียซึ่งนั่งนิ่งไม่พูดไม่จาก็ยอมเปิดปากในที่สุด เขาชวนอาสิงห์กับลุงมิ่งไปข้างนอก ทั้งสองถามกลับว่าจะไปไหน ลุงยักษ์ตอบว่า

“ไปบ้านผู้ใหญ่สงค์ (ลูกเขยยายเฟื้อง)”

สองเพื่อนร้องเจี๊ยกพร้อมกัน ห๊า! ไอเดียบรรเจิดอีกแล้วเรอะ จะไปทำไมครับพี่? แกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ เพิ่งเล่าไปหยกๆ ว่าผู้ใหญ่สงค์มีลูกน้องอยู่เป็นสิบ ขนาดแค่คนนินทายายเฟื้อง ผู้ใหญ่ยังจัดชุดเล็กให้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่อนามัย 

แล้วถ้ารู้ว่าลุงยักษ์หนักข้อกว่าถึงขนาดยิงแม่ยายที่เคารพ คงไม่แคล้วจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบให้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงแหงๆ ที่สำคัญต้นมะม่วงอาจจะได้ปุ๋ยพร้อมกันถึงสามต้นซะด้วย

ลุงยักษ์จึงบอกว่าก็ไปดูไง ไปดูให้เห็นกันเลยว่ายายเฟื้องยังปกติดีรึเปล่า ถ้าแกยังอยู่เย็นเป็นสุข ก็แสดงว่ายายแก่เมื่อคืนไม่น่าจะใช่แก

หรือถ้าใช่จริง ก็คงมีพิรุธอะไรให้จับสังเกตบ้าง ถ้าได้เห็นหน้าชัดๆ อีกรอบลุงยักษ์คิดว่าตัวเองจำได้ และถ้าเป็นคนเดียวกันจริง แต่ยังเดินปร๋อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คราวนี้คนที่ต้องเผ่นก็คงต้องเป็นพวกเราแล้วล่ะ

ถึงเหตุผลพอฟังขึ้น แต่อาสิงห์ก็ยังไม่อยากไปอยู่ดี คัดค้านหัวชนฝา เมื่อคิดถึงกิริยาขวานผ่าซากของเพื่อนซี้ กลัวจะโดนยำใหญ่ใส่สารพัดคาบ้านบ้านผู้ใหญ่สงค์จริงๆ อีกอย่าง คิดยังไงจะไปหาคนที่ถูกลือว่าเป็นกระสือถึงที่ 

แต่ลุงมิ่งซึ่งควรจะเข้าข้างอาสิงห์ กลับเห็นด้วยเรื่องนี้ และยังบอกอีกว่า ก่อนจะไปให้ตามมาดูอะไรหน่อย

ทั้งสามคนย้อนกลับไปที่จุดเกิดเหตุ สภาพดงข้าวโพดยับเยินราวกลับเพิ่งเกิดสงคราม จากนั้นเดินกลับเข้าไปข้างในจนถึงจุดที่ลุงยักษ์บอกว่ายิงโดนอะไรบางอย่าง รอยเลือดยังคงกองอยู่เหมือนเดิม อาสิงห์ถามว่าจะย้อนมาดูทำไม ลุงมิ่งจึงพูดว่า

“พี่ก็เอะใจตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะแต่ไม่แน่ใจเพราะมันมืด ดูกองเลือดสิ”

ทั้งสามคนยืนมองดูกองเลือด ลุงยักษ์ก็ยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร ลุงมิ่งจึงบอกว่าเมื่อคืนตอนที่เห็นรอยเลือดก็ยังไม่แน่ใจเพราะมันมืดมาก แต่แปลกใจว่าทำไมเลือดมันคล้ำจัง (แสงไฟจากมอเตอร์ไซค์ส่อง) อีกทั้งยังไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด กลับมีกลิ่นเหม็นสาบมากกว่า (คือง่ายๆ มันคนละกลิ่น) 

เป็นกลิ่นสาบๆ แบบเดียวกับที่โชยเข้าไปในบ้าน จึงตั้งใจพอมาดูอีกครั้งตอนเช้า ถึงเลือดจะซึมลงดินไปบ้าง แต่ให้ใครมาดูก็ไม่รู้ว่าเป็นเลือด นึกว่ารอยน้ำมันเครื่อง เพราะมันดำมาก

พอได้ฟัง ทั้งสองคนจึงหันไปดูอีกครั้ง ก็เป็นอย่างที่ลุงมิ่งพูด คือเลือดมันเข้มจนเกือบดำจริงๆ อาสิงห์ผงะถอยหลังออกมาขนลุกตั้งอีกรอบ ส่วนลุงยักษ์นั่งจ้องดูอยู่สักพัก อาสิงห์จึงถามหัวหน้าชุดว่าจะเอายังไง ลุงยักษ์ก็ยังคงบอกเหมือนเดิมว่าจะไปบ้านผู้ใหญ่สงค์

เมื่อตกลงกันได้ ทั้งหมดก็เดินทางไปบ้านผู้ใหญ่สงค์ซึ่งอยู่คนละหมู่บ้าน ต้องขี่รถไปเกือบสิบกิโลเมตร

เมื่อทั้งสามเดินทางไปถึงก็เป็นช่วงสายๆ ภายในบ้านมีเสียงจอแจเช่นทุกวันเหมือนเคยตามประสาคนมีอำนาจบารมี

ลุงยักษ์เดินนำโทงๆ เข้าไปถึงในบ้านแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว  อาสิงห์กับลุงมิ่งกลืนน้ำลายลงคอ แต่ยังไงก็ตามไป เพาะถ้าให้เลือกระหว่างเดินเข้าไปในดงข้าวโพดตอนกลางคืนอีกครั้ง กับเดินเข้าบ้านลูกเขยยายเฟื้อง ทั้งสองคนก็ยอมเลือกอย่างหลังดีกว่า…

แต่เมื่อมาถึงในบ้านทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด ไอ้เสียงที่ดังอยู่ ไม่ใช่เสียงพูดคุยปกติ แต่เป็นเสียงของความตกใจ เพราะบนนั่งร้านเงาวับกลางบ้าน มีร่างของหญิงชราผมขาวโพลนคนหนึ่งนอนนิ่งอยู่ ข้างๆ กันมีหมอจากอนามัยกำลังตรวจอะไรบางอย่าง ก่อนจะคุยกับผู้ใหญ่สงค์ ลุงยักษ์ได้ยินคนทั้งสองคุยกันแว่วๆ ดังมาว่า

“ยายเฟื้องแกไปดีแล้ว”

ไม่มีใครสนใจแขกไม่ได้รับเชิญทั้งสามคนเลย ลุงมิ่งจึงเนียนถามคนแถวนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น หนึ่งในคนงานเล่าว่า ปกติช่วงใกล้รุ่งยายเฟื้องมักจะออกมานั่งอยู่ใต้ต้นกระดังงา พอสายๆ จึงกลับเข้าไปนอน ทุกวันมีกิจวัตรแบบนี้ แต่วันนี้ลูกสาวยายเฟื้องออกมาไม่เห็นแม่ นึกว่าแม่ไม่สบาย จึงเข้าไปหา และพบว่ายายเฟื้องไม่หายใจแล้ว

สามหนุ่มดูตกใจไม่น้อย โดยเฉพาะมือปืนหนุ่มหน้ามน… ลุงยักษ์ยืนอึ้งอยู่สักพัก ด้วยความคึกคะนอง ขาจึงเข้าตารางไปข้างซะแล้ว 

แต่ลูกผู้ชายซะอย่าง กล้าทำก็กล้ารับ ลุงยักษ์เดินดุ๋ยๆ ไปข้างๆ นั่งร้าน มีผู้หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นภรรยาผู้ใหญ่สงค์นั่งบังศพยายเฟื้องอยู่ ภายในสมองของลุงยักษ์เบลอไปหมด การตายของยายเฟื้องเป็นเพราะคมกระสุนของเขา? ถ้าใช่ก็ต้องรับสภาพ

ระหว่างที่กำลังยืนอึ้งอยู่ สักพักหญิงสาวคนนั้นหันขวับมาจ้องลุงยักษ์นิ่ง จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ลุกไป เสี้ยววินาทีนั้นเอง เป็นเสี้ยววินาทีจริงๆ ที่ดูเหมือนนาน ทันทีที่ผู้หญิงคนนั้นลุกออกไป ลุงยักษ์ต้องตกใจแทบหงายหลัง

เพราะเจอยายเฟื้องนั่งยองๆ จ้องหน้าลุงยักษ์ด้วยสายตาไม่พอใจ ปากก็เคี้ยวอะไรบางอย่างดัง แจ๊บๆๆ

ที่สำคัญใบหน้านั้นคือหญิงแก่ที่เขาจำได้ว่าเจอเมื่อคืน ลุงยักษ์ตกใจร้องเสียงหลง

“เห้ย! อะไรวะ!!!”

ดังจนอาสิงห์แค่นเสียงถามว่าเป็นอะไร พริบตาเดียวที่ลุงยักษ์ละสายตาหันไปมองเพื่อน แต่พอหันกลับมาดูอีกครั้ง ปรากฏว่ายายเฟื้องกลับไปนอนปกติอยู่ท่าเดิมเหมือนก่อนหน้า 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแป๊บเดียวจริงๆ ประมาณไม่เกิน 4 วินาที สร้างความประหลาดให้ลุงยักษ์เป็นอย่างยิ่ง  อาสิงห์เข้ามาถามซ้ำว่าเป็นอะไร แต่ลุงยักษ์ไม่บอก สายตายังจับจ้องไปที่ร่างไร้วิญญาณ

คู่ดูโอ้สำรวจใบหน้าอีกครั้ง ใช่เลย ไม่ผิดตัวจริงๆ คนเดียวกับที่เจอเมื่อคืนแน่ๆ ขนแขนขนหัวลุกพรึบทันทีทั้งสองคน แต่ที่น่าฉงนยิ่งกว่าคือจากที่สำรวจคร่าวๆ ด้วยสายตา ร่างกายยายเฟื้องไม่มีบาดแผลอะไรเลย ลุงยักษ์จึงเดินเข้าไปถามหมอจากอนามัยว่ายายเฟื้องเสียชีวิตเพราะอะไร คุณหมอตอบกลับมาสั้นๆ

“เสียเพราะโรคชรา”

หลังจากนั้น ที่บ้านน้าส้มก็ไม่มีเหตุการณ์ประหลาดๆ เกิดขึ้นอีกเลย สองแม่ลูกก็โล่งอกโล่งใจ ขอบคุณลุงยักษ์เป็นการใหญ่

อาสิงห์กับลุงมิ่งก็พลอยได้หน้าไปด้วย เพราะเรื่องนี้ลือไปทั่วหมู่บ้านในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ทั้งสองตกกระไดพลอยโจนกลายเป็นฮีไร่ไปซะอย่างนั้น นั่นทำให้ทางฝั่งผู้ใหญ่สงค์ไม่พอใจนัก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะไม่มีหลักฐาน

อีกทั้งเรื่องมันก็ดูโอเวอร์จนยากที่จะทำใจให้เชื่อได้ เพราะตื้นลึกหนาบางจริงๆ มีแค่ลุงยักษ์ อาสิงห์ ลุงมิ่งเท่านั้นที่รู้

ลุงยักษ์ยังคงแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  และต้องสงสัยต่อมาอีกนานจนถึงวันที่ได้มีโอกาสนำปืนไปคืนเพื่อนรุ่นพี่

ลุงยักษ์เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้คนๆ นั้นฟังอย่างตั้งใจ เมื่อฟังลุงยักษ์เล่าจบ ชายคนนั้นก็บอกว่า

“ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันมั้ยนะ แต่ปืนโบราณกระบอกนั้นน่ะ เคยได้ยินว่าเป็นของ………..”

เนื้อเรื่องโดย : กฤตานนท์ ตอน เรื่องสยองของยายเฟื้อง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here