Home คลังหลอน พ่อหม้ายขันหมาก เมื่อผีเจ้าสาวไม่ยอมไปไหน เพราะแรงอาฆาตบางอย่าง

พ่อหม้ายขันหมาก เมื่อผีเจ้าสาวไม่ยอมไปไหน เพราะแรงอาฆาตบางอย่าง

พ่อหม้ายขันหมาก เมื่อผีเจ้าสาวไม่ยอมไปไหน เพราะแรงอาฆาตบางอย่าง

เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดในช่องพาเที่ยวเลี้ยวไปหลอน โดยคุณอาท ซึ่งได้รับฟังมาเรื่องจากเพื่อนที่ทำงานอยู่มูลนิธิกู้ภัยเดียวกัน ในจังหวัดนนทบุรี อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าหน้าที่ของคนทำงานมูลนิธิ คือการออกไปช่วยเหลือคนบาดเจ็บ บางครั้งก็ต้องออกไปเก็บศพคนเสียชีวิต แต่มีเหตุกาณ์หนึ่งที่ทำให้เพื่อนของคุณอาทจำได้แม่นเลย คือการไปเก็บศพของผู้หญิงคนหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆตามมาเรื่อยๆ… คุณอาทเล่าว่า 

เรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่ง ที่คบกันมานานมากกว่า 10 ปี และมีแผนกำลังจะแต่งงานกันในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งงานและสถานที่ถูกจัดเตรียมไว้หมดแล้ว เหลือเพียงแค่รอเวลาเท่านั้น แต่ดันมาเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน

เรื่องมันเริ่มจากวันนั้นก่อนถึงวันแต่งงาน 1 สัปดาห์ ด้วยความที่เจ้าบ่าวกำลังจะแต่งงานแล้ว ทางของเพื่อนเจ้าบ่าว จึงได้มีการมาชวนเจ้าบ่าวไปกินเที่ยวเลี้ยงสละโสดกันที่ผับแห่งหนึ่ง

“เฮ้ย เดี๋ยววันนี้มึงไปกินเลี้ยงสละโสดกับพวกกูหน่อยดีกว่า” 

แต่ด้วยความที่วันที่จะไปมันเป็นคืนวันอาทิตย์ ตัวเจ้าบ่าวจึงมาขออนุญาตแฟนว่าจะขอไปเที่ยวกับเพื่อนนะ แฟนก็อนุญาตให้ไปแต่โดยดี เพราะตั้งแต่คบกันมาเจ้าบ่าวก็ไม่เคยมีประวัติเกเรเลยสักครั้ง 

คืนนั้น พอเจ้าบ่าวและเพื่อน ๆ มาถึงร้าน ก็กินเหล้าเมาเฮฮาสังสรรค์กันเต็มที่  “เฮ้ยเดี๋ยวมึงก็จะแต่งงานแล้ว จะสละโสดแล้ว วันนี้เอาให้เต็มที่เลยนะเว้ยเพื่อน” 

แต่เจ้าบ่าวหารู้ไม่ว่า ทางเพื่อน ๆได้มีการเตรียมเซอร์ไพรส์จ้างเด็กเอนเตอร์เทนมาชงเหล้าในงานเลี้ยงให้ตนด้วย เด็กเอ็นที่่จ้างมานี้จัดว่ารูปร่างหน้าตาดีเลยทีเดียว แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวของเจ้าบ่าวที่รักแฟนมาก ก็คิดว่าเพื่อนคงเรียกมาชงเหล้าเฉยๆ คงไม่มีอะไรหรอก 

ทั้งหมดก็นั่งกินกันไปเรื่อยจนกระทั่งผับปิด เวลาเที่ยงคืน แต่พวกเพื่อนเจ้าบ่าวรู้สึกว่ายังไม่หนำใจ จึงพากันออกไปกินต่อกันอีกสถานที่หนึ่ง จนเวลาล่วงเลยไปได้สักพัก และด้วยความที่เจ้าบ่าวเมาหรืออะไรก็ไม่รู้ พาเด็กเอ็นไปเปิดโรงแรม และได้มีอะไรกันจนเกินเลยในที่สุด

หลังจากที่เจ้าบ่าวได้มีอะไรกับเด็กเอ็นเสร็จ ก็เผลอหลับ ตื่นขึ้นมาอีกที หยิบนาฬิกาขึ้นมาดู ก็ต้องตกใจ “ตายละตี 5 แล้วหรอเนี่ย ไปงานสายแน่เลย ”  จึงรีบแต่งตัวขับรถกลับมาที่คอนโดที่ตัวเองอาศัยอยู่กับแฟน  ปล่อยให้เด็กเอ็นทิ้งไว้ที่โรงแรม

พอเจ้าบ่าวกลับมาถึงคอนโด กดลิฟท์ขึ้นไป เดินมาถึงห้องเคาะประตูเรียกแฟน  แฟนก็เปิดประตูห้องออกมาแล้วทักว่า “อ้าว พี่กลับมาแล้วหรอ” เจ้าบ่าวก็บอกว่า กลับมาแล้วค่ะ พี่ต้องไปทำงานต่อ เดี๋ยวพี่ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ ทางเจ้าสาวก็บอกว่า “โอเคนะพี่ ไหวใช่ไหม ไหวนะ” เจ้าบ่าวก็บอกว่าไหวค่ะ 

หลังจากสนทนากันเสร็จเจ้าบ่าวก็ขอตัวเข้าไปอาบน้ำ แต่พออาบน้ำเสร็จเปิดประตูห้องน้ำออกมา ปรากฏว่าเห็นเจ้าสาวกำลังนั่งร้องไห้อยู่บนเตียง เจ้าบ่าวก็งงว่าเจ้าสาวร้องไห้ทำไม จึงถามว่า 

“เป็นอะไรหรือเปล่า หนูร้องไห้ทำไม พี่กลับดึกไปหรอ”

“แล้วพี่ล่ะไปทำอะไรมา” 

“เปล่านี่พี่ไม่ได้ไปทำอะไรมา ทำไมหรอ” 

“แล้วทำไมมีรอยลิปสติกติดที่คอเสื้อของพี่ด้วยล่ะ” 

ทำถามของเจ้าสาว ทำเอาเจ้าบ่าวก็ได้แต่ยืนนิ่ง พูดไม่ออก เพราะด้วยหลักฐานเต็มตาขนาดนี้ จึงยอมรับสารภาพว่า ได้ไปมีอะไรกับเด็กเอนเตอร์เทนมา ทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันหนักมาก 

แต่ด้วยความที่เจ้าบ่าวต้องรีบไปทำงาน ก็เลยบอกเจ้าสาวว่า “เดี๋ยวตอนเย็นค่อยกลับมาเคลียร์ก็ได้ไหม พี่ต้องรีบไปทำงานก่อน” หลังจากที่เจ้าบ่าวแต่งตัวเสร็จก็รีบออกไปทำงานทันที ทิ้งให้เจ้าสาวที่ยังอยู่ในอาการเศร้าเสียใจอยู่ในห้องเพียงลำพัง

วันนั้นทั้งวัน เจ้าบ่าวที่เพิ่งทะเลาะกับแฟนมา ก็ไม่มีกะจิตกะใจทำงานเช่นกัน จึงคิดว่าหลังเลิกงานจะต้องกลับไปง้อเจ้าสาวละ 

จนกระทั่งช่วงเย็นหลังเลิกงาน เจ้าบ่าวกลับมาถึงคอนโด ไขกุญแจเปิดประตูเข้าไป  ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เจ้าบ่าวถึงกับผงะ เข่าห้องทรุดลงกับพื้น เมื่อเห็นแฟนที่อยู่ในชุดเจ้าสาวผูกคอตายอยู่ภายในห้อง เจ้าบ่าวเอาแต่ร้องไห้เสียใจโวยวาย เหมือนคนเสียสติอยู่ภายในห้อง  “ทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมไม่อยู่คุยกันก่อน” 

พอตั้งสติได้ก็รีบไปช้อนตัวเจ้าสาวขึ้น เพื่อไม่ให้เชือกมันตึงเกินไป แต่มันก็สายเกินไปแล้ว เจ้าสาวคงจะผูกคอตายนาน จึงไม่สามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้ 

เจ้าบ่าวก็เลยตัดสินใจโทรเรียกตำรวจและกู้ภัยให้มาที่คอนโด (ซึ่งกู้ภัยที่มาก็คือเพื่อนของเจ้าของคุณอาทเจ้าขของเรื่องนั่นเอง) หลังจากกู้ภัยเก็บศพไป ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการชันสูตรศพ เพราะกลัวว่าจะเป็นคดีฆาตกรรม แต่ผลที่ออกมาก็ยืนยันว่าเป็นงานผูกคอตายจริงๆ หลังจากนั้นก็ได้มีการเคลื่อนย้ายศพไปไว้ที่วัด และมีการจัดพิธีกรรมศาสนาต่อไป

ครอบครัวของเจ้าบ่าวได้โทรไปบอกน้องชายที่ทำงานอยู่ต่างประเทศว่ามีเรื่องด่วนให้รีบกลับมา แต่ยังไม่ได้บอกว่าเป็นงานศพของพี่สะใภ้ 

งานศพวันแรกครอบครัวจ้าบ่าวได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน ศพถูกนำมาตั้งไว้บนศาลา ซึ่งได้มีการจัดเตรียมที่นั่งสำหรับครอบครัวเจ้าสาวไว้บนศาล ส่วนญาติ ๆ ที่มาฟังพระสวด จะเตรียมเก้าอี้ไว้ที่ด้านล่างของศาลา คืนนั้นมีญาติของเจ้าสาวมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก และเรื่องแปลกๆมันก็เริ่มขึ้นนับตั้งแต่คืนนี้แหละ 

มีญาติของเจ้าสาวคนหนึ่ง เป็นผู้ชาย ซึ่งนั่งอยู่ด้านล่างศาลาแถวหน้าสุด เขาก็มาร่วมงานศพตามปกติ ขณะที่ญาติคนนี้นั่งอยู่ เขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆเพื่อดูว่ามีใครมาบ้าง ปรากฏว่าเขามองไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดแต่งงาน นั่งอยู่แถวเดียวกันกับเขา ถัดไปทางขวามือประมาณ 7-8 เก้าอี้ ซึ่งบริเวณโดยรอบที่เธอนั่งอยู่นั้นยังไม่มีใครมานั่งเลย 

ญาติคนนี้ก็สงสัยว่าทำไมแขกผู้หญิงคนนี้ถึงใส่ชุดแต่งงานมางานศพนะ และในขณะที่เขากำลังมองอยู่ เหมือนเธอก็รู้ตัวว่าเขากำลังมองเธออยู่ เธอจึงค่อย ๆ หันมามองเขาเช่นกัน เท่านั้นแหละ ญาติคนนี้ถึงกับช็อคเลย รีบหันหน้ากลับทันที เพราะผู้หญิงที่เขาเห็นนั้น เป็นคนคนเดียวกันกับที่อยู่ในรูปตั้งหน้าศพ แต่เขายังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ใครฟัง  

จนงานศพคืนแรกก็ผ่านไป ตัวของเจ้าบ่าวได้แยกย้ายกลับไปที่คอนโดน แต่ด้วยความที่เจ้าบ่าวเพิ่งจะเสียแฟนอันเป็นที่รักไป กลัวว่าตัวเองจะฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้  เขาจึงขับรถไปเก็บข้าวเก็บของที่คอนโดเพื่อไปอยู่ที่บ้านพ่อแม่ 

หลังจากที่เก็บของเสร็จ ขับรถกลับมาถึงบ้านพ่อกับแม่ ก็พบว่าน้องชายเดินทางกลับมาถึงบ้านอยู่ก่อนแล้ว น้องชายเปิดประตูรั้วบ้านออกมารับเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวก็ขับรถเข้าไปจอดในบ้าน ขนของลงจากรถเสร็จ และกำลังจะเดินเข้าไปในบ้าน อยู่ ๆ น้องชายก็ได้ถามว่า “อ้าวเฮีย แล้วซ้อไปลงมาด้วยหรอ ทะเลาะกันหรือเปล่าเนี่ย ทำไมซ้อไม่ลงมา” 

เจ้าบ่าวก็งงว่าน้องชายนั้นหมายถึงอะไร แต่ด้วยความที่กลัวน้องจะกลัว จึงเออออห่อหมกตอบไปว่า “เออ ๆ ทะเลาะกันนิดหน่อย” แต่ก็ยังไม่บอกว่าพี่สะใภ้เสียชีวิตไปแล้ว และเดินเข้าบ้านไปเลย

ห้องของเจ้าบ่าวนั้นจะอยู่บนชั้น  2 ของบ้าน พอเก็บของเข้าห้องเสร็จ เจ้าบ่าวก็เอาแต่นั่งซึมเศร้าอยู่ในห้องคนเดียว ครุ่นคิดกับตัวเองว่าเป็นเพราะตนหรือเปล่าที่ทำให้แฟนต้องเสียชีวิต 

ทางคุณแม่ของเจ้าบ่าวก็กลัวว่าลูกชายจะคิดมาก ก็เลยจะเอาขนมเอาน้ำขึ้นไปให้เสียหน่อย แต่พอคุณแม่เปิดประตูเข้าไปในห้อง ก็เห็นเจ้าบ่าวกำลังนั่งเหม่อลอย เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ที่ด้านนอกของระเบียงห้อง 

คุณแม่จึงเดินเข้าไปหาเจ้าบ่าว ทันใดนั้นเองเจ้าบ่าวก็หล่นลงจากระเบียงตกลงไปข้างล่างต่อหน้าต่อตาคุณแม่เลย คุณแม่กรี๊ดลั่นบ้านด้วยความตกใจ และตะโกนออกไปว่า “ทำไมทำอย่างนั้นนะลูกกกก”  แล้วรีบวิ่งไปที่ระเบียง มองลงไปดูลูกชายของตัวเองที่อยู่ด้านล่าง เห็นร่างของเจ้าบ่าวนอนหน้าคว่ำอยู่ที่พื้น  

คุณแม่ร้องโวยวาย “ลูกแม่ อย่าเป็นไรนะลูก” พร้อมกับวิ่งลงมาดูลูกชายตัวเอง  พอวิ่งมาถึงก็ประคองตัวลูกชายขึ้นมา โชคดีที่เจ้าบ่าวไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เคล็ดขัดยอกเล็กน้อย เพราะชั้น 2 ของบ้านมันไม่ค่อยสูงเท่าไหร่ 

คุณแม่ถามเจ้าบ่าวว่า “ทำไมถึงกระโดดลงไปอย่างนั้นล่ะลูก” เจ้าบ่าวก็บอกกับแม่ว่า “ผมไม่ได้โดดนะแม่ แต่ผมรู้สึกว่าเหมือนมีใครมาผลักผมก็ไม่รู้ คำตอบของเจ้าบ่าวทำให้คุณแม่รู้สึกไม่ดี คิดว่ามันต้องมีอะไรแน่ ๆ แต่ก็เก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้นเจ้าบ่าวเดินทางไปทำงานตามปกติ ส่วนทางคุณแม่คุณพ่อและน้องชายได้เดินทางไปที่วัดเพื่อเตรียมงานศพของเจ้าสาวต่อ 

กระทั่งตอนเย็นหลังเลิกงาน เจ้าบ่าวก็ขับรถมาที่งานศพ มาถึงจอดรถแล้วเดินเข้าไปในงาน แต่มีบางสิ่งที่ทุกคนในงานสังเกตเห็นและพูดเป็นเสียงเดียวกันคือ เจ้าบ่าวนั่นเปลี่ยนไปมาก เพราะโดยปกติแล้วเจ้าบ่าวจะเป็นคนมีภูมิฐานรูปหล่อหน้าตาดี ตัวขาว แต่วันนี้สีหน้าของเจ้าบ่าวกับดูหมองคล้ำ เหมือนคนอดหลับอดนอน 

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ มีคนเห็นวิญญาณของเจ้าสาวขี่คอเจ้าบ่าวเข้ามาในงานด้วย ซึ่งคนที่เห็นก็ไม่ใช่ใครไหนอื่น แต่เป็นผู้ชายคนเดียวกับที่เห็นผู้หญิงใส่ชุดเจ้าสาวมานั่งฟังพระสวดในงานคืนแรกนั่นแหละ แต่เขาก็ยังไม่ได้พูดอะไรให้ใครฟัง เพียงแต่คิดในใจว่า เห็นถึงสองครั้งสองครา สองวันติดกัน มันต้องมีอะไรไม่ดีแน่ๆ  

คืนนั้นเจ้าบ่าวนั่งฟังพระสวดอยู่ด้านบนศาลาเหมือนเดิม  ระหว่างที่พระกำลังสวดไป เจ้าบ่าวก็นั่งพนมมือฟังพระสวดไปด้วย จนกระทั่งพระท่านสวดเสร็จ ได้มีพระรูปหนึ่งลุกขึ้นเดินมาหาเจ้าบ่าว แล้วพูดว่า “โยม ปล่อยเขาไปเถอะ เขาไม่ได้ตั้งใจ” 

เจ้าบ่าวที่ตอนนี้นั่งตาลอยเหมือนคนไม่มีสติ เงยหน้ามองหลวงพ่อ หลังจากหลวงพ่อท่านนั้นพูดจบ ท่านก็ได้เดินลงไปด้านล่างศาลา ตัวญาติคนที่เห็นวิญญาณของเจ้าสาวถึงสองคาก็ได้ถามหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อเห็นเหมือนกันหรอครับ” หลวงพ่อท่านก็พยักหน้าให้ทีนึง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แล้วเดินออกจากงานไป 

แล้วคืนที่สองก็ผ่านไป ทางเจ้าบ่าวและครอบครัวก็ขับรถกลับบ้าน โดยให้เจ้าบ่าวจะขับรถนำไปก่อน ส่วนน้องชายและคุณพ่อคุณแม่ที่เอารถมาอีกคัน จะขับตามหลังเจ้าบ่าวไป โดยมีน้องชายเป็นคนขับ เพราะกลัวว่าเจ้าบ่าวจะคิดสั้นทำอะไรลงไป

ทั้งรถเจ้าบ่าวและรถของน้องชายก็ขับตามกันมาเรื่อยๆจนจะถึงทางเข้าหมู่บ้าน ตรงนั้นจะมีสะพานข้ามคลองอยู่ ข้ามสะพานนี้ไป เลี้ยวขวาก็จะเข้าบ้านเลย 

ปรากฏว่าขณะที่รถของเจ้าบ่าวกำลังขับรถขึ้นสะพาน จู่ๆเจ้าบ่าวก็จอดรถ เปิดประตูวิ่งลงจากรถ แล้วกระโดดลงคลองไปเลย ทางน้องชายที่ขับรถมาติดๆพอเห็นพี่ชายกระโดดลงสะพานไป ก็ตกใจเพราะรู้ว่าพี่ชายของตนนั้นว่ายน้ำไม่เป็น จึงรีบจอดรถ วิ่งไปบนสะพาน แล้วกระโดดน้ำลงไปช่วยพี่ชาย 

หลังจากน้องชายคว้าตัวพี่ชายได้ก็ล็อคคอว่ายพากลับขึ้นมาบนฝั่ง และทำการปั๊มหัวใจอยู่พักใหญ่ จนพี่ชายได้สติขึ้นมา

“พี่ทำไมทำแบบนี้กระโดดลงไปทำไม” 

น้องชายได้พยุงตัวพี่ชายที่อยู่ในอาการตาลอยเหมือนคนไม่ได้สติ ขึ้นไปบนรถของพี่ชาย แล้วขับรถเข้าบ้านทันที และให้คุณพ่อขับรถอีกคันกลับแทน พอกลับมาถึงบ้านก็พาพี่ชายเข้าไปอาบน้ำ เสร็จแล้วก็พาเข้าห้องนอน 

น้องชายได้เข้ามาคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่า “พ่อกับแม่จะรู้หรือเปล่าว่าตอนที่ผมกระโดดลงไปช่วยพี่ชาย สิ่งที่เห็น นอกจากพี่ชายแล้ว ผมเห็นอาซ้ออยู่ใต้น้ำด้วย เหมือนอาซ้อกำลังเอามือไตร่ตัวพี่ชายขึ้นมา เพื่อดึงตัวพี่ชายลงไปใต้น้ำ พอผมเห็นแบบนั้นก็เลยหลับตา แล้วพูดในใจกับอาซ้อว่า “อาซ้อ ปล่อยเฮียไปเถอะอย่าทำอะไรเฮียเลย” พอลืมตาในน้ำขึ้นมาอีกที อาซ้อก็หายไปแล้ว”

หลังจากคุณพ่อคุณแม่ได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเจ้าบ่าว ท่านก็คิดว่าคงจะไม่ได้ความแล้ว เพราะมันมีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว จึงปรึกษากันว่าจะเอายังไงกันดี จนในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะไปบอกความจริงกับครอบครัวของเจ้าสาว ว่ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เผื่อครอบครัวของฝ่ายหญิงจะช่วยอะไรได้บ้าง 

รุ่งเช้าวันถัดมา ทั้งหมดพากันขับรถพาเจ้าบ่าวไปที่บ้านของครอบครัวเจ้าสาว ไปถึงก็เล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง และสารภาพว่าจริงๆแล้วสาเหตุที่ลูกสาวของเค้าผูกคอตาย เพราะลูกชายตนนอกใจลูกสะใภ้ ไปมีอะไรกับผู้หญิงอื่นก่อน  

ซึ่งทางพ่อของเจ้าสาวก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะไหนๆเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว  และยังบอกอีกว่าหากมีอะไรให้พ่อช่วยก็บอกได้ พ่อยินดีจะช่วย ทางคุณพ่อของเจ้าบ่าวก็เลยบอกกับครอบครัวของเจ้าสาวว่า ให้ช่วยบอกเจ้าสาวให้หน่อยได้ไหมว่าอย่ามาจองเวรจองกรรมกันเลย ขอให้ลูกสาวอโหสิให้กับลูกชายตนหน่อย 

คุณพ่อเจ้าสาวก็เลยไปจุดธูปบอกกับลูกสาวว่า “ลูก ไหนๆเรื่องมันก็เกิดขึ้นแล้ว แล้วมันก็ผ่านไปแล้ว ลูกปล่อยให้พี่เขาไปมีชีวิตที่ดีเถอะ อย่าไปทำอะไรเขาเลย มันจะเป็นบาปกับตัวเราซะเปล่า” หลังจากพ่อเจ้าสาวพูดจบ และครอบครัวของเจ้าบ่าวได้มีการขอขมาเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็คิดว่าเรื่องราวมันคงจะจบลงแค่นี้ จึงได้พากันเดินทางกลับบ้าน

แต่นับจากวันนั้น หลังจากที่เจ้าบ่าวกลับมาถึงบ้าน ในทุกๆคืน เจ้าบ่าวมักจะฝันเห็นเจ้าสาวทุกคืนเลย ฝันว่าเจ้าสาวมาชวนไปอยู่ด้วย บางครั้งก็มาในอารมณ์ที่โกรธเกรี้ยว และบอกว่า “กูจะเอามึงไปอยู่ด้วย”  เป็นอย่างนี้อยู่หลายวันหลายคืน จนเจ้าบ่าวและครอบครัวเริ่มรู้แล้วว่าทังหมดที่ทำไปนั้นมันไม่ได้ผล จึงมาปรึกษากันใหม่ว่าจะเอาอย่างไรดี 

ก็เลยนำเรื่องนี้ไปเล่าให้หลวงพ่อที่วัดฟังอีกครั้ง หลวงพ่อเลยให้ความเห็นว่า ลองให้เจ้าบ่าวมาเป็นเด็กวัดดูสัก 3 วัน เพื่อบุญกุศลจะได้ส่งไปถึงตัวเจ้าสาว ด้วยความที่ครอบครัวไม่มีทางเลือก จึงตัดสินใจทำตามคำแนะนำของหลวงพ่อ

ระหว่างที่มาอยู่วัด เช้ามืดตื่นขึ้นมาเจ้าบ่าวก็ออกไปบิณฑบาตร กลางวันก็กวาดลานวัด ทำนู้น นี้ นั่น ตกเย็นมากก็สวดมนต์ก่อนเข้านอน เป็นแบบนี้ทุกวัน จนกระทั่งถึงวันที่ 3 ของการเป็นเด็กวัด หลวงพ่อก็เดินมาบอกเจ้าบ่าวว่า 

“โยมกลับบ้านไปเถอะ หลวงพ่อช่วยอะไรโยมไม่ได้  เขาไม่ยอมไป” 

“ทำไมเขาไม่ยอมไปล่ะครับหลวงพ่อ ผมยอมมาเป็นเด็กวัดก็แล้วนะ ให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่ไปขอขมาให้ก็แล้ว ทำไมเเค้าถึงยังไม่ยอมปล่อยผม”  เจ้าบ่าวถาม แต่ในเมื่อหลวงพ่อพูดมาอย่างนี้ เจ้าบ่าวก็เลยจำใจต้องกลับบ้าน และกลับไปทำงานดังเดิม

หลังจากที่เจ้าบ่าวกลับมาอยู่บ้าน ทุกคนก็กังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีอะไรขึ้นกับเจ้าบ่าวอีกหรือเปล่า พอตกค่ำคืนเดียวกันนั้นเอง ทุกคนก็นอนไม่หลับ พะวงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า 

จนกระทั่งกลางดึก มีเสียง ปัง!! ดังมาจากห้องของเจ้าบ่าว ทั้งน้องชายและคุณพ่อคุณแม่จึงรีบวิ่งกันไปที่ห้องของเจ้าบ่าว น้องชายได้พังประตูเข้าไป ก็พบว่าเจ้าบ่าวนอนจมกองเลือดอยู่ภายในห้องของตัวเองแล้ว ในลักษณะที่มือหนึ่งถือปืนอยู่ 

พอคุณแม่ที่ตามมาทีหลัง เห็นสภาพลูกชายตัวเอง ก็ถึงกับร้องไห้เสียสติกรี๊ดลั่นบ้าน น้องชายก็พูดเสียงดังออกมาว่า “ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้” ส่วนคุณพ่อก็รีบเข้าไปช้อนร่างของลูกชาย ทุกคนต่างอยู่ในอาการตื่นตระหนกเสียใจกันยกใหญ่ 

จากเหตุการณ์นี้แทบจะทำให้คุณแม่กลายเป็นคนบ้าไปเลย เพราะก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจะเสียลูกสะใภ้ไป แล้วยังมาต้องเสียลูกชายของตัวเองไปอีก ชั่งเป็นเรื่องน่าหดหู่ยิ่งนัก ในระยะเวลาแค่ไม่ถึง 1 สัปดาห์ แต่ครอบครัวต้องเสียคนรักไปถึง 2 คน

หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่เจ้าบ่าวยิงตัวตาย ทางบ้านก็ได้จัดพิธีศพของเจ้าบ่าว ซึ่งพิธีก็เป็นไปด้วยดีไม่มีเหตุการร์อะไรเกิดขึ้น หลังจากที่งานศพเสร็จเรียบร้อย ทางตัวของน้องชาย ก็เลยขอตัวกลับไปทำงานต่อที่ต่างประเทศ  แล้วน้องชายก็ได้มาเล่าให้กับคุณพ่อคุณแม่ฟังภายหลังว่า… 

“พ่อกับแม่รู้ไหม วันนั้น วันที่ผมพังประตูเข้าไป ภาพแรกที่ผมเห็นคือ พี่ชายนอนจมกองเลือด ในมือถือปืนอยู่ แต่มีบางสิ่งที่ทำผมตกใจคือ ผมเห็นอาซ้อยืนมองร่างไร้วิญญาณของพี่ชายอยู่ข้าง ๆ”

แต่เรื่องราวความหลอนมันยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะเหตุการร์มันดันไปเกิดขึ้น ณ บ้านที่เป็นเรือนหอของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวน่ะสิ ต้องขอย้อนความกลับไป อย่างที่บอกเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวกำลังจะแต่งงานกัน  ซึ่งทั้งคู่จึงได้มีการสร้างเรือนหอเอาไว้แล้ว ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านหมู่บ้านนึง ที่จังหวัดนนทบุรี

และเรื่องราวหลอน ๆ มันก็ได้เกิดขึ้นทีเรือนหอแห่งนี้นี่แหละ คนในหมู่บ้านนี้ได้เล่าให้ฟังว่า ในทุกคืนวันพระ จะมีเสียงเพลงดังออกมาจากบ้านหลังนี้ เป็นเพลงที่คล้ายๆเพลงของศาสนาคริสต์ ที่ใช้ขับร้องในโบสถ์เวลาแต่งงาน 

วันดีคืนดีก็มีคนเห็นว่าเจ้าบ่าวกับเจ้าสาว ออกมายืนกอดกันอยู่ที่ระเบียงชั้นสองของบ้าน บ้างก็เห็นว่ามายืนกอดกันอยู่บริเวณหน้าบ้าน เรื่องราวความหลอนของบ้านหลังนี้ถูกเล่าลือไปทั่วหมู่บ้าน จนทำให้คนในหมู่บ้านเริ่มกลัว 

แต่ยังมีเหตุการณ์ที่พีคกว่านั้นอีก คือ มีสมาชิกในหมู่บ้านคนหนึ่ง หลังจากกลับมาจากเลิกงาน เขาต้องเดินผ่านบ้านหลังนี้ และจังหวะนั้นเอง เขาได้หันไปมองในบ้านหลังนั้น เห็นเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวยืนอยู่บริเวณหน้าบ้าน ในลักษณะที่เจ้าสาวนั้นยืนอยู่ ส่วนเจ้าบ่าวเดี๋ยวยืนเดี๋ยวนั่งคุกเข่าลง เดี๋ยวยืนเดี๋ยวนั่งคุกเข่าลง ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ วนไปเรื่อย ๆ  เหมือนกำลังขอโทษหรือขอขมาเจ้าสาวอย่างไงอย่างงั้น ซึ่งรูปร่างของเจ้าสาวนั้นจะมาในรูปลักษณ์ที่สวยปกติ แต่เจ้าบ่าวนั้นหน้าตาเละชุ่มไปเลือด 

เขาบอกว่าเจอแบบนี้บ่อยมาก แต่ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว คนอื่น ๆ ที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ก็เจอเช่นกัน จนทำให้บ้านหลายหลังเริ่มอยู่กันไม่ได้ ต่างพากันทยอยย้ายออกไปทีหลัง ๆ และประกาศขายบ้านในที่สุด 

ทำให้ปัจจุบันหมู่บ้านนี้เหลือคนที่อาศัยอยู่ไม่ถึง 10 หลังแล้ว แต่บ้านหลังนี้ก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม…และนี่ก็คือเรื่องราวที่เพื่อนของพี่อาจเล่าให้ฟัง… 

อยากบอกว่าการนอกใจกันหรืออะไรก็แล้วแต่ มันเป็นสิ่งที่สร้างผลเสียมากกว่าผลดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง บางคนอาจจะมองว่า ผู้ชายมันไม่มีอะไรหรอก ยังไงเดี๋ยวมันก็กลับมา แต่ในความรู้สึกลองนึกดูสิว่าถ้าผู้หญิงเป็นฝ่ายนอกใจบ้าง ผู้ชายจะรู้สึกอย่างไร ความรู้สึกแบบนี้อาจทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดอารมณ์ชั่ววูบหรือน้อยใจกัน จนคิดสั้นจบชีวิตตัวเองลง และการที่ตายแบบนี้ มันทำให้เกิดแรงอาฆาต ที่รุนแรงเป็นอย่างมาก…

ขอขอบคุณเรื่องเล่าจากช่อง พาเที่ยวเลี้ยวไปหลอน  เรื่อง หม้ายขันหมาก คุณอาท Shock Tonight

บทความ Rewrite ห้ามคัดลอก หรือนำไปเล่าลง Youtube หรือ พอดแคสต์

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here