Home กระทู้ผีพันทิป กฎในการลาสิกขา ของวัดป่าแห่งหนึ่ง EP.Final

กฎในการลาสิกขา ของวัดป่าแห่งหนึ่ง EP.Final

กฎในการลาสิกขา ของวัดป่าแห่งหนึ่ง EP.Final

“กฎข้อที่ 7 หากพระรูปที่เดินผ่านมา ไม่ได้เข้ามาในศาลาแห่งนี้เลย ถือว่าท่านโชคดีแล้ว อีก 3 คืนต่อจากนี้ จะไม่มีภัยร้ายอะไร เกิดขึ้นกับตัวท่านอีกเลย และสามารถจำวัดแบบปกติได้ทั้ง 3 คืน แต่ว่า หากไม่เป็นอย่างงั้น หากพระรูปนั้น เดินเข้ามาอยู่ในศาลากับท่าน แม้แต่คืนเดียวก็ตาม ขอให้ท่าน ตั้งสติให้มั่นไว้ เพราะในอีก 3 คืนต่อจากนี้ ภัยที่ร้ายที่สุด จะมาเยือน 

หากว่าท่าน ไม่พบเจอพระพุทธรูปปรากฎอยู่ ทันทีที่ถึงเวลา 4 ทุ่ม ในคืนที่ 5 และ 6 พระรูปเดิม จะเดินมาจากถนน แต่ครั้งนี้ พระรูปนั้น จะตรงเข้ามาในศาลาปฎิบัติธรรมที่ท่านอยู่ทันที โดยที่ท่าน ไม่ต้องเอ๋ยถาม จงจำไว้ให้ดี เมื่อพระรูปนั้น เดินเข้ามาแล้ว ให้ท่านทำตัวให้ดูปกติที่สุด อย่าให้พระรูปนั้นเห็นว่าท่านกำลังกลัวเด็ดขาด 

และในครั้งนี้ พระรูปนั้น จะเอ๋ยปากถามคำถามต่างๆนาๆกับท่าน ขอให้ท่านตอบคำถามด้วยน้ำเสียงที่ปกติที่สุด และต้องตอบตามความจริงเท่านั้น จนกว่าเสียงระฆังทจะดังขึ้นในเวลาตี 4 เหตุการณ์ตามกฎข้ออื่นๆต่อจากนี้ จะไม่เกิดขึ้นใน 2 คืนนี้

ข้อที่ 13  ในคืนที่ 7 ซึ่งเป็นคืนสุดท้าย ตามที่กฎข้อ 7 ได้บอกเอาไว้ หากท่านเจอเหตุการณ์ตามนั้น ในคืนสุดท้ายนี้ พระรูปนั้นจะไม่มาหาท่านแล้ว แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด กำลังจะมาเยือน เมื่อท่านปฎิบัติตากฎทุกข้อมาจนถึงเวลาตี 2 แล้ว คืนนี้นกแสกจะยังบินมาหาท่านอยู่ แต่ว่ามันจะคาบแค่ตุ๊กตาดินปั้นมาเท่านั้น ขอให้ท่าน นำอาหารให้มัน เพราะมันจะส่งผลดีต่อท่านแน่นอน

ข้อที่ 14 ทันทีที่นกแสกบินไป จะมีเสียงหมาหอนดังขึ้นเป็นเสียงเตือนภัยสุดท้าย ไฟทุกดวง จะดับลงทันทีพร้อมกัน ยกเว้น ไฟจากตะเกียงบอกเวลา หลังจากนั้น ให้ท่านไปนั่งขัดสมาธิที่อาสนะ และจงตั้งสติให้มั่น เตรียมพร้อมรับมือ สัมภเวสีและผีร้ายทุกตัว จะค่อยๆปรากฎขึ้นพร้อมกันทั้งหมด และพวกมัน จะเข้ามาในศาลาปฎิบัติธรรมได้ และพวกมันจะก่อกวนท่านในทุกวิธีที่พวกมันทำได้ อย่าได้หลับตาเกินกว่า 1 วินาทีและจ้องมองไปตรงหน้าเท่านั้น 

ขอให้ท่านตั้งสติให้ดี เพราะพวกมันจะแตะถึงตัวท่านไม่ได้เมื่อมีตุ๊กตาปั้นดินอยู่ในมือ เมื่อพวกมันเริ่มมาแล้ว ให้ท่านท่องบทแผ่เมตตาและต่อด้วยคาถาชินบัญชร อย่าได้หลุดท่องหรือท่องพลาดเด็ดขาด 

เมื่อท่องจบแล้ว ต่อจากนี้สิ่งที่ท่านต้องทำ คือลุกขึ้นยืน และให้ท่านเริ่มเดินจงกรม โดยจะเดินไปข้างหน้าและกลับหลัง หรือจะเดินชิดริมวนไปเรื่อยๆก็ได้ แต่ขอให้ท่านตั้งสติให้แข็งที่สุดอย่าให้สติหลุดเด็ดขาดและขอให้จ้องมองไปที่ตรงหน้าเท่านั้น จนกว่าจะถึงเวลาตี 3 และเมื่อถึงเวลานั้น พวกมันจะหายไปทั้งหมด”

กฎถูกลดเหลือเพียง 14 ข้อ แต่มันกลับทำให้ผม มือสั่นกว่าคืนที่ผ่านๆมาซะอีก เสียงหัวใจเต้นดังลั่นไปทั่วทั้งศาลาปฎิบัติธรรมแห่งนี้ เพราะในคืนที่ 3 พระรูปนั้น ได้เข้ามาอยู่ในศาลากับผมแล้ว 1 ครั้ง หมายความว่า ผมจะต้องพบกับภัยร้ายใหม่ อีก 3 คืนจากนี้ 

ผมถอนหายใจ และพยายามเรียกสติตัวเอง  มาถึงขนาดนี้แล้ว อะไรจะเกิด ก็คงห้ามมันไม่ได้ละแหละ มีแต่ต้องผ่านมันไปให้ได้เท่านั้น ผมพยายามให้กำลังใจตัวเอง และหยิบกฎขึ้นมาอ่านซ้ำๆ เพื่อไม่ให้จำสลับกับกฎข้อเดิม 

และแล้ว เวลาแห่งการตัดสินก็มาถึง เมื่อตะเกียงบอกเวลา ได้ดับวูบลง พร้อมกับตะเกียงทุกอันในศาลา หัวใจของผมสั่นรุนแรงอย่างตื่นเต้น แต่เล้ว! เมื่อไฟติดขึ้น กลับพบว่า มีพระพุทธรูป ปรากฎอยู่ตรงหน้าผม ผมรู้สึกโล่งใจอยู่พอตัว อย่างน้อยคืนนี้ ผมจะได้นอนพักเอาแรง 

หลังจากกราบพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว ผมก็เอาฟูกมาปูนอน ผมพยายามจะทำจิตใจให้สงบ จะได้นอนได้ แต่ใจหนึ่งก็ยังกลัวและกังวลถึงคืนต่อไปอยู่ดี ในระหว่างที่นอนอยู่ ผมก็เหงื่อท่วมตัวอยู่ดี ทั้งๆที่อากาศไม่ได้ร้อนเลย แต่สุดท้ายก็หลับไปจนได้ จนถึงตอนเสียงระฆังดังขึ้น

ตอนนี้ กำลังเข้าสู่ค่ำคืนที่ 6 แล้ว ไฟทุกดวงดับวูปลง ในใจผมอยากให้มีพระพุทธรูปปรากฎขึ้นอีกครั้ง แต่ผมว่าคงเป็นไปไม่ได้หรอก เมื่อไฟติดขึ้น ก็เป็นไปตามที่ผมคิด ไม่มีพระพุทธรูปอยู่ตรงหน้าผมเลย 

ผมถอนหายใจเข้าออกช้าๆ ตั้งสติให้มั่น เตรียมพร้อมรับมือกับทุกภัยร้ายจากนี้ ผมรับมือเหตุการณ์ก่อน 4 ทุ่มได้อย่างสบายๆ และเมื่อเข้าสู่ 4 ทุ่ม นี่คือช่วงเวลาตัดสินแล้ว ผมหันไปมองที่หน้าทางเข้า ก็ได้เห็นร่างที่มีจีวรหุ้มกายกำลังเดินเข้ามา และเมื่อร่างนั้น เดินเข้ามาในจุดที่มีแสง หัวใจของผม ก็ร่วงลงไปถึงเท้าแล้ว เพราะภาพที่ผมเห็นคือ พระรูปนั้น มีสังขารที่พุพอง เต็มไปด้วยเลือดและน้ำหนอง ใบหน้าเละเทะ ราวกับศพที่ตายมาแล้วหลายเดือน กำลังเดินเข้ามา 

ผมนั่งนิ่งขาแข็งอยู่ที่อาสนะ พระรูปนั้นเดินเข้ามานั่งริมศาลาตามเดิม แต่อยู่ในจุดที่ไกล้ผมราวๆ 2 เมตรเท่านั้น กลิ่นเหม็นเน่าลอยเข้ามาเตะจมูกผมจนแทบอาเจียน แต่ก็พยายามข่มเอาไว้ ผมพยายามทำสีหน้าให้ธรรมดาที่สุด มือขวาของผม หยิกแขนซ้ายตัวเองไว้แน่น 

“ท่านบวชมานานรึยัง” 

พระรูปนั้นยิงคำถามมาหาผมโดยไม่ทันตั้งตัว ผมเรียบเรียงคำให้ดีที่สุดก่อนที่จะตอบออกไป “ป..ระมาณ 1 เดือนครึ่ง ครับ” ผมพยายามตอบให้ดูปกติที่สุด แต่มันก็ยังสั่นอยู่เล็กน้อย ผมกลัวมากว่าพระรูปนั้น จะจับสังเกตุผมได้ เพราะตอนนี้ สายตาของพระรูปนั้น ได้จ้องเขม็งมาที่ผม 

“แล้วเหตุใด ท่านจึงจะสึก” 

ยังไม่ทันหายกังวลคำถามที่ 2 ก็ได้ยิงมาที่ผมอีก 

“ผ..ผมต้องกลับไปเรียนหนังสือครับ” 

พระรูปนั้นเงียบนิ่งไปซักพัก ผมกังวลหนักกว่าเดิม จนเหงื่อออกอย่างเห็นได้ชัด 

“เหตุใดท่านจึงเหงื่อไหลพรากเช่นนั้น” 

คำถามนี้ถูกถามมาด้วยสายตาที่จ้องหนักกว่าเดิม ผมสดุ้งเฮือก! ตามกฎบอกว่าห้ามโกหก แต่ว่า ผมจะตอบว่ากลัวไปได้ที่ไหนกันละ ผมหยิกแขนตัวเองแรงกว่าเดิม จนชาไปทั้งแขนแล้ว และไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าตอนนี้ มีเลือดซิบๆอยู่ที่แขนซ้ายของผม  

“ผ..ผมเป็นคนขี้ร้อน..ครับ” 

สุดท้ายผมเลือกที่จะโกหก แต่มันอาจจะเป็นทางเลือกที่พลาดด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นการโกหก ที่ดูไม่เนียนเลย เพราะอากาศรอบด้าน มันเย็นยะเยือกเสียด้วยซ้ำ พระรูปนั้น นิ่งเงียบไป จนเกือบจะ 2 นาทีได้มั้ง ผมเริ่มทนไม่ไหวแล้ว 

“ผ..ผมขอลุกขึ้นเดินจงกรมนะครับ” 

ผมพูดออกมา ด้วยน้ำเสียงที่ดูสั่นๆนิด และรีบลุกขึ้นทันที มือยังหยิกที่แขนอยู่ ผมก้าวขาเดินไปข้างหน้า พยายามเดินให้ปกติที่สุด เมื่อเดินไปจนสุด ผมก็กลับหลังหัน และเห็นว่า พระรูปนั้น ได้ก้มลงอ่านหนังสือแล้ว แสดงว่า ไม่ได้สงสัยผมสินะ 

นานแค่ไหนไม่รู้ ที่ผมโดนจงกรม แต่แล้วผมก็เดินต่อไม่ไหวเพราะเหนื่อย เลยกลับไปนั่งที่อาสนะ การเดินจงกรม ทำให้เหงื่อท่วมทั้งตัว ซึ่งมันสามารถกลบเหงื่อที่มาจากความกลัวได้ด้วย 

พระรูปนั้น ไม่ถามผมอีกเลย เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผมนั่งนิ่งๆรอไฟตรงหน้าวูปลงเท่านั้น มันทั้งอึดอัด และทรมาณกว่าคืนที่ 3 มากๆ ตะเกียงวูปดับลงครั้งแล้วครั้งเล่า ผมนับมันทุกครั้ง รวมถึงครั้งนี้ด้วย และตอนนี้ เวลา ตี 3 แล้ว อีก 1 ชั่วโมงเท่านั้น! 

ผมลุกขึ้นยืนอีกครั้งเพื่อจะเดินจงกรม แต่พระรูปนั้น กลับหันหน้าขึ้นมาจ้องมองผม ผมรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกแต่ก็ยังเดินได้ ผมเดินไปกลับรอบนึง หันกลับมาก็ยังเห็นพระรูปนั้นมองมาที่ผมอยู่ แต่ก็พยายามจะไม่สนใจ ทำตัวให้ปกติที่สุด ผมเดินไปและกลับหลังอีกรอบ สิ่งที่ไม่คาดคิด ก็เกิดขึ้น 

“รู้นะ ว่าท่านกำลังกลัวอยู่” 

ผมตกใจจนยืนนิ่ง แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา ในหัวของผมประมวลคำตอบราวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ควรตอบแบบไหนดี ในหัวตีกันไปมา แต่ผมต้องตอบแล้ว 

“กลัว..ครับ” 

ทันทีที่ผมตอบออกไป ผมรู้สึกได้เลยแม้จะหันหลังให้อยู่พระรูปนั้นได้ลุกขึ้นมาช้าๆ 

“กลัว…แมงมุมตัวนั้นครับ” ผมพูดพร้อมยกมือ ชี้ไปที่แมงมุมตัวใหญ่ ที่สร้างใยอยู่ระหว่างใบบัว 2 ต้น ที่โผล่พ้นมาจากน้ำ ดูเหมือนว่า พระรูปนั้น จะหันไปมอง และผมก็จับสัมผัสเสียงได้ ว่าพระรูปนั้น กำลังนั่งลงที่เดิม และกำลังเปิดหนังสืออ่านต่อ ผมถอนหายใจเบาๆ หากมองไม่เห็นแมงมุมตัวนั้น ผมคงไม่รอดไปแล้วละ และผมก็กลัวแมงมุมจริงๆ แต่ครั้งนี้ ต้องขอบคุณมัน  

และในที่สุด เสียงระฆังแห่งอิสระ ก็ดังกังวาลขึ้น.. พระรูปนั้นค่อยๆลุกขึ้นยืน และเดินออกไปช้าๆก่อนจะหายไปในความมืด ผมทรุดตัวลงไปกองกับพื้น ยกแขนซ้ายขึ้นมาดู พบว่ามันเต็มไปด้วยแผลจากการโดนหยิก ไม่อยากจะเชื่อ ว่าจะรอดมาได้ และที่ไม่อยากเชื่อที่สุด คือผมยังคุมสติได้มาจนถึงตอนนี้ 

และแล้ว ก็มาถึงคืนที่ 7 คืนตัดสินชะตา บทสรุปสุดท้าย ผมเตรียมตัวอย่างพร้อมเพียงที่สุด ฉันท์อาหารทั้งเช้าและเพล และนอนงีบ จนมาถึงตอนนี้ ผมมีแรงกายพร้อม ส่วนแรงใจ คงต้องไปวัดกันตามเหตุการณ์ เมื่อไฟดับลงถึงเวลา 3 ทุ่ม ผมรับมือกับเหตุการณ์เกี่ยวกับไฟได้อย่างสาบ ๆ เหมือนเดิม 

เมื่อถึง 4 ทุ่ม ครั้งนี้ ไม่มีพระรูปนั้น เดินมาแล้ว ตามที่กฎบอกไว้เลย พอไฟดับเข้า 5 ทุ่ม ผมนั่งทำสมาธินิ่งๆ แต่ทว่า! ผมกลับไม่ได้ยินเสียงแหวกว่ายเลย  เข้าสู่ช่วงก่อน 5 ทุ่ม ไฟทุกดวงดับลงเหลือเพียงไฟจากตะเกียงบอกเวลา ผมนั่งเกร็งเหมือนเดิม เพราะยังไงก็ยังไม่ชอบสิ่งที่ทำให้ตกใจ แต่เอ๊ะ! ผมนั่งเกร็งรอจนตอนนี้รู้สึกเมื่อย มันไม่มีเสียงนั้นเลย เสียงที่เหมือนกับมีบางอย่างกำลังลากมา ไม่ใช่แค่นั้น ตอนนี้ไฟติดแล้ว และไม่มีอะไรเลย 

ผมรู้สึกแปลกใจอยู่ซักพัก เพราะไม่เจอเหตุการณ์ตามกฎมา 2 ข้อแล้ว และรู้สึกถึงกลิ่นที่ไม่น่าไว้ใจ แต่ก็แปลกใจได้ไม่นาน เพราะตอนนี้ ไฟทุกดวงดับลงแล้ว ผมลุกขึ้นไปยืนตรงจุดกลาง หมอกหนาก็ยังเข้ามาปกคลุมอยู่ และไฟทุกดวง ก็ติดขึ้นก่อนที่หมอกจะมาถึงตัวผม ผมเดินดูรอบๆเพื่อเช็คดวงตา แต่ผมกลับรู้สึกว่า คืนนี้มันไม่มีดวงตา ที่ดูเป็นดวงตาจริงๆเลย จะมีแค่ที่เหมือนเท่านั้น 

จนเข้าสู่ตี 1 ผมนั่งรอดูสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ทว่า มันก็ไม่มีอะไรเลย ทั้งพวกสัมภเวสีที่จะมาวางกระทงไว้ ทั้งเจ้าดำ หรือแม้แต่หญิงสาวสไบแดง ก็ไม่มีวี่แวว ที่จะปรากฎมาเลย 

และเวลาก็ผ่านเลยไปจนถึงตี 2 นกแสกตัวเดิม บินเข้ามาและในปากคาบตุ๊กตาดินปั้นมา เพราะตอนนี้ มันไม่มีใบโพธิ์มาให้แล้ว ผมนำอาหารที่เหลือจากช่วงเพล มาให้มันได้กิน น่าเสียดาย ตอนแรกผมหวังว่า จะมีสัมภเวสีมาวางกระทงอาหารไว้ ผมจะได้ให้เจ้านกแสกมันกินได้มากกว่านี้ พอมันกินเสร็จ มันก็บินหนีไป และเสียงหมาหอน ก็เริ่มดังขึ้นสู่สัญญานเตือนครั้งสุดท้าย 

ผมสูดหายใจเข้าและปล่อยออก 1 ครั้งและไปนั่งที่อาสนะ พยายามรวมรวบสติไว้ หลับตาลงซักพัก จนสิ้นเสียงหมาหอน ผมเริ่มลืมตาขึ้น เพียงแค่นั้นแหละ สติที่รวมไว้ ก็แตกกระเจิง เพราะภาพที่ผมเห็นนั้น คือร่างที่ใหญ่ยักษ์ของผีเปรตนับสิบตัว กำลังเดินไปมารอบๆศาลาปฎิบัติธรรมแห่งนี้อยู่ 

เสาของศาลาทุกต้น มีพวกพรายน้ำที่ร่างเน่าเฟะ ปีนขึ้นมามากมาย และเดินไปมาอยู่รอบๆตัวผม และหางตาก็ได้เห็นชายแก่ที่หนังหน้าหลุดลอกออกมา พุ่งเข้ามาในเส้นสายตา ผมเห็นพวกสัมภเวสีทั้งหมด แบบเต็มสองตา พวกมันรายล้อมอยู่ทั่วตัวผม เสียงหวีดร้องของพวกมัน ดังก้องศาลา เห็นแบบนั้น ตอนนี้สติของผม แทบจะแตกกระเจิงและลอยละลิ่ว แต่แล้วผมก็ดึงสติกลับมาได้ทัน แต่ก็ทำให้ ตัวสั่นไปทั้งตัวแล้ว 

ผมเริ่มท่องบทแผ่เมตตา ด้วยน้ำเสียง ที่สั่นเอามากๆราวกับคนที่ใจจะขาด ท่องไปเรื่อยๆจ้องไปข้างหน้าตามที่กฎบอก ในขณะนั้นชายที่หนังหน้าหลุด ก็ได้พุ่งตัวเข้ามาใกล้หน้าผม จนทำให้ผมหลุดแผ่เมตตา และสติกำลังจะเตลิด แต่แล้ว! เจ้านกแสกตัวที่คาบตุ๊กตาดินปั้นมาให้ ก็บินมาเกาะอยู่ที่โต๊ะวางพระตรงหน้า มันได้กระพือปีกแต่เกาะอยู่ที่เดิม มันทำให้ผม สามารถโฟกัสดวงตา ไปที่มันได้ จนทำให้ผม ท่องบทแผ่เมตตาจนจบ และต่อด้วยคาถาชินบัญชร จนจบในที่สุด 

ผมเริ่มลุกขึ้นช้าๆ ตอนนี้ขาของผมสั่นเอามากๆ ท่ามกลางพวกสัมภเวสีร้ายที่อยู่รอบตัว เจ้านกแสกตัวนั้น มันบินไปข้างหน้าผม และกำลังบินนำหน้าผม ราวกับว่ามันต้องการให้ผม จ้องไปที่มัน เพื่อให้มีสติจดจ่อกับการเดินได้ 

ผมเริ่มก้าวท้าวเดิน และเห็นได้ชัดว่า พวกสัมภเวสี มันหลีกทางให้ผม แต่ว่าเลือดและน้ำหนองของพวกมัน ยังเปรอะเปื้อนอยู่ที่พื้น แต่ผมก็ต้องกลั้นใจเหยียบมันลงไป น่าขยะแขยงเหลือเกิน ผมเดินไปจนสุด และกลับหลังเดินกลับ โดยยังคงมีนกแสกตัวนั้น บินนำอยู่ข้างหน้า นี่คงเป็นสาเหตุที่ควรจะให้อาหารมันสินะ 

ผมเดินไปกลับเรื่อยๆไม่รู้ว่ากี่รอบ แต่ทว่า! ชายที่ใบหน้าหลุดลอกตัวเดิมกลับทำท่าและพุ่งตัวมาที่หน้าผม จนทำให้ตอนนี้ ผมเสียการทรงตัว และกำลังจะล้มลง! ตอนนี้ในหัวผมคิดว่า คงจะไม่รอดซะแล้ว แต่แล้ว! ไฟทุกดวง ก็ดับวูปลง ก่อนที่ตัวผม จะล้มลงถึงพื้น เสียงทั้งหมดรอบกาย กลับเข้าสู่ความเงียบ ในความมืดมิด ผมหายใจหอบด้วยความเหนื่อย และเมื่อไฟติดขึ้น พวกมันก็หายไปแล้วทั้งหมด ไม่มีแม้แต่น้ำหนองที่เปรอะเปื้อนอยู่ รวมถึงนกแสก ที่บินออกไปแล้ว 

“ร….รอด…แล้ว” ผมลงตัวลงและอยู่ในท่านั้น จนเสียงระฆังเวลาตี 4 ดังก้องไปทั่ววัด พร้อมกับความรู้สึกโล่งใจของผม

แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยลืมเหตุการณ์นี้ รวมถึงใบหน้าของพวกผีลงได้เลย มันติดอยู่ในหัวผมมาจนถึงทุกวันนี้ ในเช้าวันนั้น หลวงตาก็ได้ทำพิธีลาสิกขาให้และผมก็ได้เป็นอิสระ แต่คุณรู้อะไรมั้ยครับ หลังจากที่ผมสึกออกมาจากที่นั่น ผมกลายเป็นคนที่ทำอะไรอย่างใจเย็นเอามากๆ ไม่ว่าจะทำอะไร สติของผม ไม่เคยหลุดเลย แม้แต่ตอนขับรถอยู่ ในตอนนั้นรถเกิดแบรคแตกขึ้นมา แต่ว่าผมกลับหมุนพวงมาลัยอย่างใจเย็นและมีสติ จนนำรถเข้าจอดที่ๆปลอดภัยได้ในที่สุด 

แม้ว่าประสบการณ์สุดสยองนี้ จะน่ากลัวเอามากๆ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ขอดีเลยจริงๆ มันทำให้ผม ได้รับสกิลติดตัว นั่นก็คือ กลายเป็นคนที่มีสติและสมาธิขั้นสุดยอด ดั่งพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกแล้ว ย่อมนำสุขมาให้” ถึงแม้ว่าในตอนนั้น ผมจะไม่ได้ยินดี ที่ต้องไปเจออะไรแบบนั้นก็ตาม 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่เข้ามาอ่านเรื่องของผมจนจบด้วยนะครับ และขอเตือนทุกท่านว่า ก่อนจะบวช ขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ดี เพราะวัดที่ท่านกำลังจะไปบวชนั้น อาจจะเป็นที่เดียวกับที่ผมเล่ามา ก็เป็นได้….The End

เรื่องนี้ได้รับการอนุญาติจากเจ้าของบทความ เฟสบุ๊คแฟนเพจ  The Dark Light ให้สามารถนำมาเผื่อแพร่บนเว็บไซท์คลังหลอนแล้ว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here