Home Uncategorized กฎในการลาสิกขา ของวัดป่าแห่งหนึ่ง

กฎในการลาสิกขา ของวัดป่าแห่งหนึ่ง

กฎในการลาสิกขา ของวัดป่าแห่งหนึ่ง

เรื่องราวของผู้ชายท่านหนึ่ง ที่เขาไปบวชอยู่วัดป่าแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าตอนที่ไปบวชเขาไม่ได้ศึกษาข้อมูลของวัดนี้อย่างชัดเจน ว่าถ้ามาบวชที่วัดนี้แล้วเวลาจะลาสิกขา มันมีกฎประหลาด ๆ อยู่หลายข้อ และคุณนั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ให้ได้ มืใช่นั้น คุณจะไม่สามารถสึกจากการเป็นพระออกไปจากวัดป่าแห่งนี้ไปได้  เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น เราไปอ่านกันเลยดีกว่า… 

กฎในการลาสิกขา ของวัดป่าแห่งหนึ่ง [RULE_OF_HORROR] 

ผมตัดสินใจมาบวชเณรในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เพราะผมอยากจะศึกษาธรรมมะและคำสอนของพุทธองค์ ผมจึงเลือกที่จะบวชที่วัดป่าแห่งนึง เพื่อที่จะได้เข้าถึงธรรมะอย่างเต็มที่เพราะวัดป่าเป็นที่ๆสงบ แถมยังมีธรรมชาติรอบล้อม ทำให้รู้สึกสบายใจ แม้จะได้ยินมาว่า ที่วัดแห่งนี้มีวิญญานเฮี้ยน แต่ผมมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ 

ผมยึดถือตามหลักคำสอนของพุทธองค์ ทำให้เรื่องผี ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกลัวเลย แม้แต่หลวงตาเจ้าอาวาส ยังถามผมอีกครั้งว่า “โยมมั่นใจแล้วหรอ ที่จะบวชที่วัดนี้น่ะ” แต่ผมก็ยังตอบอย่างไม่ลังเลว่า “จะบวชที่นี่” 

ผมบวชอยู่ที่นี่มาเดือนกว่าๆ ก็ไม่ได้เจอผีหรือวิญญานตามที่ใครๆเขาว่ามาแม้แต่น้อย และอีกครึ่งเดือน ก็จะเปิดเทอมแล้ว ผมจึงตัดสินใจที่จะลาสิกขา แต่หลวงตาบอกว่า ตามธรรมเนียมของวัด หากใครจะลาสิกขา ต้องไปอยู่ที่ศาลาปฎิบัติธรรมเป็นเวลา 7 วันก่อน ถึงจะลาสิกขาได้ ผมก็ไม่ได้ติดขัดอะไร 

เช้าวันต่อมา หลวงตาก็ได้พาผมไปยังศาลาปฎิบัติธรรมแห่งนั้น หลวงตาได้บอกกับผมว่า ตลอดเวลา 7 วันนี้ ห้ามออกจากศาลาปฎิบัติธรรมแห่งนี้เด็ดขาด โดยหลวงตา จะเป็นคนมาส่งอาหารให้ทั้งช่วงเช้าและช่วงเพล์

ศาลาแห่งนี้ เป็นศาลาปฎิบัติธรรมที่รอบล้อมด้วยน้ำ เป็นศาลากลางน้ำ ด้านข้างไม่มีกำแพงกัน มีแค่รั้วระเบียงเหมือนศาลาปฎิบัติธรรมในหลายๆวัด ด้านหน้ามีโต๊ะวางพระพุทธรูปแต่ไม่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ มีเสา 6 ต้นและเสาทุกต้นนั้น จะมีตะเกียงห้อยอยู่และมีห้อยอีก 2 อันด้านหน้าศาลาตรงสะพานทางเข้า 

เนื่องจากที่นี่เป็นวัดป่า จึงไม่มีไฟฟ้าใช้ มีฟูกอันนึงพร้อมหมอนและผ้าหม ถูกพับและวางเอาไว้ให้ และมีโต๊ะ ที่มีหนังสือต่างและไฟแช็คสำหรับจุดตะเกียงไว้ให้ หลังจากที่ผมมาถึง ผมก็ทำตัวตามปกติ เอาหนังสือพระธรรมต่างๆมาอ่าน จดเขียน และนั่งสมาธิ ตามปกติ 

หลังทำวัตรเย็นเสร็จ ราวๆ 2 ทุ่ม หลวงตาได้เดินมาหาผมที่ศาลา พร้อมกับยื่นกระดาษและตะเกียงที่จุดไฟสว่างให้ผม ผมสงสัยเล็กน้อยเพราะทั้งศาลาก็มีตะเกียง ที่น่าจะพอให้แสงสว่างอยู่แล้ว หลวงตาได้บอกกับผมด้วยสายตาที่เคร่งขลึมว่า “ต้องทำตามกฎในกระดาษนี้อย่างเคร่งครัดนะเณร” หลังจากหลวงตาเดินกลับไปแล้ว ผมก็ได้เอากระดาษแผ่นนั้นมานั่งอ่าน มันคือกระดาษที่เขียนด้วยลายมือซึ่งน่าจะเป็นลายมือหลวงตา ในกระดาษ เขียนเอาไว้ว่า

“ถึงพระหรือเณรทุกท่าน ที่ท่านได้มาอยู่ที่ศาลาแห่งนี้เพื่อปฎิบัติตามธรรมเนียมก่อนลาสิกขา ในยามวิการที่กำลังจะถึงนี้ ขอให้ท่านทำตามกฎเหล่านี้อย่างเคร่งครัด หากท่านอยากจะลาสิกขาออกจากวัดแห่งนี้อย่างปลอดภัย

ข้อที่ 1 ตะเกียงที่ท่านได้มานี้ คือตะเกียง ที่ใช้ในการบอกเวลา ทุกครั้งที่ตะเกียงดับลง จะเป็นการบอกเวลาผลัดเปลี่ยนชั่วโมง และมันจะกลับมาติดเองเสมอ ส่วนตะเกียงอันอื่นในศาลาแห่งนี้ จะดับและติดเองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ตามกฎข้อต่อๆไปนี้

ข้อที่ 2 เมื่อตะวันตกดินจนลับตาแล้ว ให้ท่านจุดตะเกียงทั้ง 6 อันในศาลาแห่งนี้รวมถึงหน้าศาลาอีก 2 อันให้เรียบร้อย

ข้อ 3 เมื่อตะเกียงบอกเวลาดับลงครั้งแรก นั่นเป็นสัญญานว่า ตอนนี้เข้าสู่เวลา 3 ทุ่มแล้ว ตะเกียงทุกอันรอบทิศ ก็จะดับลงด้วยเช่นกัน และจะกลับมาติดใหม่เองในอีกชั่วครู่

ข้อ 4 เมื่อตะเกียงกลับมาติดใหม่ทั้งหมด ถ้าหากว่า บนโต๊ะมีพระพุทธรูปปรากฎขึ้นมา นั่นหมายความว่า ท่านจะไม่มีภัยในคืนนี้ ให้ท่านก้มกราบ 3 ครั้งและท่องบทสวดกราบพระธัตนตรัย 1 จบและกราบอีก 3 ครั้ง จากนั้นให้ท่านเข้าจำวัดได้ตามปกติ

-หากไม่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ นั่นหมายความว่า ภัยร้ายกำลังจะมาเยือน ท่านไม่สามารถจำวัดได้ จงปฎบัติตามกฎดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด 

ข้อ 5 หากตะเกียงตรงเสาข้างหน้าสุดจากตรงทางเข้าดับลง ขอให้ท่านไปนั่งบนอาสนะและหันหน้าไปทางโต๊ะวางพระพุทธรูป ท่านจะได้ยินเสียงเหมือนบางอย่างกำลังก้าวท้าวเดินอยู่ด้านหลังท่าน ขอให้ท่านอย่าได้ส่งเสียงออกมา เหตุการณ์นี้ตะเกียงจะไม่กลับมาติดเอง ให้ท่านรอจนกว่าเสียงเหล่านั้นจะหายไป ท่านจึงจะลุกขึ้นไปจุดตะเกียงได้

ข้อ 6 หากตะเกียงตรงเสาคู่ที่อยู่ไกล้โต๊ะวางพระดับลง ให้ท่านย้ายไปยืนอยู่ใต้ตะเกียงเสาตรงกลางด้านใดด้านนึง ท่านจะรู้สึกว่ามีลมเย็นๆพัดผ่านมาในบางครั้ง ท่านจะได้ยินเหมือนเสียงคนพูดปะปนมาในสายลมด้วย ให้ท่านรอจนกว่าสายลมจะหายไป ท่านจึงจะไปจุดตะเกียงได้

ข้อ 7 เมื่อตะเกียงบอกเวลาดับลงอีกครั้ง จะเข้าสู่ช่วงเวลา 4 ทุ่ม ให้ท่านมองไปยังถนนด้านหน้าศาลา จะมีพระรูปนึง เดินผ่านหน้าศาลาไป พระรูปนั้น จะไม่คุ้นตาท่านอย่างแน่นอน ให้ท่านกล่าวด้วยวาจาสุภาพถามพระรูปนั้นว่า”ท่านจะไปที่ใดกัน”

-พระรูปนั้นจะเดินเข้ามาอยู่ในศาลา ขอให้ท่านอย่าตกใจไป ท่านจะไม่มีภัยอื่นใดต่อจากนี้ แต่ท่านจะเข้าจำวัดไม่ได้ ให้ท่านนั่งเฝ้าพระรูปนั้น และอย่าถามหรือคุยกับพระรูปนั้นเป็นอันขาด เมื่อเสียงระฆังตอนรุ่งสางดังขึ้น พระรูปนั้น จะเดินออกไปเอง

-พระรูปนั้นจะหยุดเดินซักพัก และจะเดินต่อไป ขอให้ท่าน อย่าเอ๋ยถามให้มากกว่านี้ ให้ท่านกลับเข้าไปในศาลา และเตรียมปฎบัติทำตามกฎข้อต่อๆไปจากนี้

ข้อ 8 เมื่อตะเกียงบอกเวลาดับลงอีกครั้ง จะเข้าสู่ช่วง 5 ทุ่ม ตะเกียงทุกอันในศาลาจะดับพร้อมกันทั้งหมดเหลือเพียงตะเกียงด้านหน้าศาลาตรงสะพาน ให้ท่านออกไปยืนตรงนั้นซักพัก แต่อย่าได้ออกจากศาลาเด็ดขาด และอย่าหันเข้าไปมองในศาลา ให้หันไปยังถนนจนกว่าตะเกียงจะกลับมาติดอีกครั้ง

ข้อ 9 ท่านจะได้ยินเสียงเหมือนมีบางอย่างกำลังแหวกว่ายอยู่ในแม้น้ำ 2 ฝั่งของศาลา ให้ท่านนั่งลงบนอาสนะและหลับตาทำสมาธิ จนกว่าเสียงนั้นจะหายไป อย่าลืมตาเป็นอันขาด

ข้อ 10 ก่อนถึงเที่ยงคืน ตะเกียงในศาลาจะดับลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ท่านอย่าออกไปจากศาลา ให้ท่านนั่งนิ่งๆบนอาสนะ ใช้ตะเกียงบอกเวลา วางไว้ตรงหน้าของท่าน จะมีเสียงเหมือนมีบางอย่าง คลืบคลานอยู่ด้านหลังของท่าน และจะค่อยๆคลืบคลานมาจนหางตาของท่าน สามารถมองเห็นได้ หากสิ่งนั้นคลืบคลานมาทางไหน ให้ท่านหันไปในทางตรงกันข้ามพร้อมตะเกียงบอกเวลา และค่อยๆลุกขึ้นยืน จากนั้นให้ท่านเดินตรงไปที่หน้าศาลาโดยอย่าหันมองกลับไป จนกว่าตะเกียงจะติดขึ้นท่านจึงจะเดินกลับเข้าไป

ข้อ 11 ทันทีที่ตะเกียงบอกเวลาดับลงบอกเวลาเที่ยงคืน ไฟทุกดวงก็จะดับลงเช่นกัน ให้ท่านเดินไปอยู่ตรงกลางสุดของศาลา โดยมองจากเสาตรงกลางทั้ง 2 ต้น และอาสนะด้านหน้า จะเริ่มมีหมอกปกคลุม และจะค่อยๆเข้ามาในศาลา อย่าให้หมอก โดนตัวท่านเด็ดขาด หากท่านยืนตรงกลาง ไฟจะติดก่อนที่หมอกจะมาถึงตัวท่าน เมื่อไฟติด หมอกในศาลาจะหายไปเหลือเพียงหมอกด้านนอก แต่ถ้าหาก ไฟติดเพียงแค่ตะเกียงบอกเวลา หมอกจะยังอยู่ในศาลา แต่จะไม่เข้าถึงตัวท่าน ท่านต้องไปจุดตะเกียงเองด้วยการใช้ตะเกียงบอกเวลานำทาง หมอกจะเข้าหาท่านไม่ได้เมื่อมีแสง เมื่อท่านจุดครบทุกอัน ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติ

ข้อ 12 เมื่อไฟติดขึ้นหรือท่านจุดเองจนครบแล้ว ให้ท่านมองไปรอบๆศาลาของท่าน ที่มีหมอกหนาปกคลุมทั่วศาลา ให้ท่านมองเข้าไปในหมอก หากท่านเห็นดวงตาอยู่ในหมอกกำลังจ้องมาที่ท่าน  ให้ท่านถือตะเกียงบอกเวลาเดินเข้าไปใกล้ดวงตานั้น  และยื่นตะเกียง เข้าไปในหมอกนั้น หมอกพวกนี้ไม่สู้แสงไฟ ท่านจึงจะไม่เป็นไร ดวงตาคู่นั้นจะเลือนลางและหายไป ให้ท่านทำแบบนี้จนกว่า ตะเกียงบอกเวลาจะดับลงอีกครั้งบอกเวลาตีหนึ่ง

ข้อ 13 เมื่อเข้าสู่ตี 1 นี่จะเป็นช่วงเวลา ที่พวกวิญญานเรร่อน หรือผีไม่มีญาติ จะมาทำบุญกุศล ให้ท่านหมั่นหันไปมองทางเข้าศาลา จะมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้เกิดขึ้น โดยทุกเหตุการณ์ อาจจะไม่เกิดขึ้นทุกวัน

13.1 หากมีกระทงที่ด้านในมีอาหารวางอยู่ ให้ท่านไปดูกระทงนั้นจากนั้น ให้ท่านสวดให้พร โดยจะสวดสั้นๆก็ได้ หลังจากนั้น ให้ท่านเก็บกระทงนั้นมา ให้ท่านเอาอาหารพวกนั้นให้ปลาในนำ้ หรือท่านจะเก็บไว้ก่อนก็ได้

13.2 หากมีสุนัขสีดำมานั่งอยู่ที่หน้าศาลา สุนัขตัวนั้นมีชื่อว่า เจ้าดำ ด้านหน้าของมัน จะมีก้อนกรวด 6 เม็ดวางอยู่ เจ้าดำเป็นสุนัขที่น่าสงสาร ลูก 6 ตัวของมัน ถูกเจ้าของของมันฆ่าตายทั้งหมด มันจึงอาลัยหาลูกมัน โดยนำกรวด 6 เม็ดสื่อถึงลูกของมัน ให้ท่านใช้มือลูบหัวมันเบาๆและพูดกับมันว่า “เจริญพรนะ เจ้าดำ” แล้วมันจะเดินจากไป ให้ท่านเก็บกรวด  6เม็ดนั้นเอาไว้ เจ้าดำจะไม่มาทุกวัน แต่ทุกครั้งที่มันมา ก็ให้ท่านทำแบบนั้นทุกครั้ง และหากท่านมีอาหาร ก็สามารถให้มันได้ โดยจะเป็น อาหารจากกระทงก็ได้

13.3 หากไฟทุกดวงดับลงและกลับมาติดใหม่ ท่านจะพบว่า มีร่างคล้ายหญิงสาวในชุดสีขาวพาดสไบสีแดงนั่งอยู่หน้าอาสนะ ด้านหน้าของหญิงผู้นั้นจะมีถ้วยกรวดน้ำวางอยู่ ให้ท่านไปนั่งที่อาสนะและหันหน้าไปทางนาง นางจะเอาผมปิดหน้าไว้ ดังนั้นท่านจะไม่เห็นหน้านาง ให้ท่านเริ่มท่องบทกรวดน้ำ หญิงผู้นั้นจะเริ่มกรวดน้ำ ให้ท่านค่อยๆท่องจนจบบท หลังจากนั้น นางจะก้มกราบท่าน 1 ครั้ง ให้ท่านพูดว่า “เจริญพรโยม” ไฟจะดับและติดขึ้นอีกครั้ง ท่านจะพบว่า หญิงผู้นั้นได้หายไปแล้ว

ข้อ 14 เมื่อเข้าสู่ช่วงตี 2 จะมีนกแสก บินเข้ามาเกาะตรงรั้วศาลาทางใดทางนึง ให้ท่านเดินเข้าไปดูมันใกล้ๆ มันจะคาบบางอย่างมาให้ท่าน หากท่านมีอาหารอยู่ สามารถเอาให้มันได้

14.1 หากมันคาบใบโพธิ์มาให้ท่าน ต้นโพธิ์ คือต้นที่พุทธองค์ทรงตรงรู้ ดังนั้น ใบโพธิ์ใบนี้จะช่วยคุ้มครองท่านต่อจากเวลานี้ ให้ท่านเก็บใบโพธิ์ติดตัวไว้และท่านสามารถจำวัดได้ต่อจากนี้จนกว่าเสียงระฆังทำวัตรเช้าจะดังขึ้น

14.2 หากมันคาบตุ๊กตาดินปั้นมา นั่นคือการเตือนภัยต่อจากนี้ ท่านยังต้องทำตามกฎข้อต่อไปด้วยความเคร่งครัดกว่าเดิม ให้ท่านเก็บตุ๊กตาตัวนี้ไว้ มันจะช่วยท่านได้แน่นอน

ข้อ 15 หลังจากนกแสกบินไป จะมีเสียงหมาหอนดังขึ้นเป็นเสียงเตือนภัยสุดท้าย ให้ท่านเดินไปหน้าศาลาและถือตุ๊กตาดินปั้นไปด้วย สิ้นเสียงหมาหอน จะมีชายแก่และหญิงแก่เดินมาจากถนน ให้ท่านยกมือขึ้นมาพนมโดยมีตุ๊กตาดินปั้นประกบไว้ในมือ และค่อยๆท่องบทแผ่เมตตาช้าๆไปเรื่อยๆ

15.1 หากทั้ง 2 เดินผ่านไปโดยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ให้ท่านบดตุ๊กตาให้เป็นผง และเป่าออกไปตรงด้านถนน และเดินกลับไปที่อาสนะทันที ตะเกียงทุกดวงจะดับ ให้ท่านพูดด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “อาตมาไม่ได้รู้จักโยม ดังนั้น อย่าจองเวรต่อกันเลยนะโยม” และให้หลับตาลงจนกว่าจะรู้สึกว่า มีสายลมพัดผ่าน ท่านจึงจะลืมตาขึ้นและไปจุดตะเกียงทุกอัน

15.2 หากทั้ง 2 หยุดเดินและหันมาที่ท่าน ตะเกียงทุกดวงจะเริ่มติดๆดับๆ ชายและหญิงแก่คู่นั้นร่างกายจะเริ่มแปลเปลี่ยน ร่างของทั้งคู่จะเริ่มยืดยาวขึ้น แขนขายืดยาว มือและเท้าใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนแทบเท้าใบลาน ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวราวกับถูกบีบ และเริ่มส่งเสียงแหลบเเสบแก้วหูขึ้น หลังจากตะเกียงหยุดกระพริบ ให้ท่านรีบไปนั่งขัดสมาธิที่อาสนะ วางตะเกียงไว้ตรงหน้าและมือวางไว้บนตัก ให้ท่านหลับตาลงโดยมีตุ๊กตาปั้นดินไว้ จากนั้น เริ่มท่องบทแผ่เมตตาไปเรื่อยๆ 

โดยต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้ท่านท่องบทแผ่เมตตาไปเรื่อยๆอย่าได้หยุด ตั้งจิตสมาธิอย่าได้หวันไหวต่อเสียงและสิ่งรอบด้านเด็ดขาด พวกสัมภเวสีจะเริ่มมาขึ้นเรื่อยๆ จนเสียงแสบแก้วหูนั้น มีอยู่รอบด้านหรือแม้กระทั่งอยู่ที่ข้างหูของท่านก็ตาม และพวกมันจะพยายามทำให้ท่านหวั่นไหว มันจะแตะต้องท่านไม่ได้ หากท่านมีตุ๊กตาปั้นดินอยู่และไม่สนใจมัน ให้ท่านนึกถึงหน้าบุพการีหรือคนที่ท่านรัก และเพ่งจิตสมาธิจดจ้องกับบทสวดแผ่เมตตาให้นิ่งที่สุด จนกว่าเสียงเหล่านั้นจะหายไป

ข้อ 16 หลังจากเสียงสัมภเวสีหายไป ให้ท่านหยุดท่องบทแผ่เมตตาได้ แต่อย่าพึ่งลืมตา จนกว่าท่านจะรู้สึกว่าไฟนั้นดับลงเพื่อบอกเวลาตี 3 ท่านถึงจะลืมตาขึ้นมาได้ จากนั้น ให้ท่านหักตุ๊กตาปั้นดินและโยนโลงน้ำไป

ข้อ 17 ท่านจะได้ยินเสียงบางอย่าง กำลังจะโผล่พ้นขึ้นมาจากน้ำ เมื่อท่านได้ยินเสียงนั้น ให้ท่านดับตะเกียงทุกอันเว้นแค่ตะเกียง  2อันด้านหน้าทางเข้า และตะเกียงบอกเวลาเท่านั้น และให้ท่านกลับมานั่งที่อาสนะตามเดิม และสัมภเวสีกลุ่มสุดท้ายก็จะมาถึง มันจะพ้นขึ้นมาจากน้ำ และค่อยๆใต่ขึ้นมาด้านข้างศาลาทั้ง 2 ข้าง ให้ท่านมองไปตรงหน้าเท่านั้น ท่านอาจจะหันไปมองมันได้ชั่วครู่ แต่ไม่ควรหันไปหาพวกมันย่อมดีที่สุด มันจะทำให้ท่านเสียสมาธิและท่านคงไม่อยากจะเห็นสังขารอันเน่าเละของพวกมัน ให้ท่านเริ่มท่องบทสวดชินบัญชรช้าๆ อย่าหลุดท่องหรือท่องผิดเด็ดขาด เมื่อท่านท่องจบบทแล้ว พวกมันจะหายไป แต่ถ้ามันไม่หายไป ให้ท่านนั่งนิ่งๆและจ้องไปตรงหน้าจนกว่าจะมีเสียงระฆังดังขึ้นในเวลาตี 4

เพิ่มเติม

-ตะเกียงบอกเวลา จะดับเองในเวลารุ่งสาง และจะจุดขึ้นมาเองเมื่อตะวันตกดิน

-สุดท้ายนี้ ขอให้ท่านปลอดภัยตลอด 7 วันนี้ และขอให้คุณพระศรีรัตนไตร์คุ้มครอง

เมื่ออ่านจบ ผมก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที ผมไม่อยากเชื่อกฎพวกนี้ และผมคงไม่มีทางเชื่อแน่ หากลายมือนี้ไม่ใช่ของหลวงตา แม้จะไม่เชื่อเรื่องเล่าต่างๆจากที่เคยได้ยินมา แต่ตอนนี้ คนที่ส่งสิ่งนี้ให้ผม คือเจ้าอาวาสของที่นี่ ผมจึงรีบจุดตะเกียงทุกดวงให้ไวที่สุด และมานั่งถือตะเกียงบอกเวลาไว้ในมือ ตอนนี้คงใกล้ 3 ทุ่มแล้ว ผมนั่งตัวสั่นเพราะลุ้นว่า นี่จะเป็นเรื่องจริงมั้ย และในที่สุด ไฟทุกดวงรวมถึงในมือ ก็ได้ดับลงตามที่กฎเขียนไว้ไม่มีผิดและนั่นก็คือข้อพิสูจแล้ว ว่านั่น คือความจริง…..

ToBe Continue…โปรดติดตามเรื่องราวที่เข้มข้นต่อในตอนที่ #2

เรื่องนี้ได้รับการอนุญาติจากเจ้าของบทความ เฟสบุ๊คแฟนเพจ  The Dark Light ให้สามารถนำมาเผื่อแพร่บนเว็บไซท์คลังหลอนแล้ว 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here