กฎเหล็ก ประสบการณ์เจอผีในต่างแดน

กฎเหล็ก
กฎเหล็ก

มหากาพย์ความยาว แต่การันตีความหลอน ประสบการณ์เจอผีในต่างแดนของคุณทอมที่ถูกถ่ายทอดลงบน Facebook ส่วนตัว Pisek Sanitthangkoon จนมียอดแชร์มากกว่า 30,000 ครั้ง นี้ เป็นเรื่องที่แปลกใหม่สำหรับชาวพุทธ ชาวพี่ไทยแบบเรา ๆ นี่ละผีแบบฝรั่งที่แท้จริง น่ากลัวคนละแบบกับฝั่งเอเชีย แต่เจอแบบคนเอเชียก็ไม่ไหวเหมือน หลอนเกิน ไม่พูดพร่ำทำเพลงไปอ่านกันเลยดีกว่า….

ผมได้เข้าไปทำงานที่โรงแรมแห่งนึง ในตำแหน่งเชฟ วันที่ผมเข้าไปพูดคุยกับผู้จัดการโรงแรมเพื่อตกลงเรื่องสัญญาจ้างงาน ทุกอย่างดูจะผ่านไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งผู้จัดการคุยกับผมเป็นการส่วนตัวว่า นอกจากกฏทั่วไปจาก Handbook ของพนักงานแล้ว มันยังมีกฏปากเปล่าบางข้อที่ผมต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดถ้าอยากทำงานที่นี่อย่างราบรื่น ….และปลอดภัย

SS1 : ep1 Set of Rules

ตอนฮาโลวีนเล่าเรื่องผีที่บ้าน มีคนถามมาว่าเคยเจอผีอีกรึเปล่า…หึ กูเป็นคนมองไม่เห็นผี ขีวิตเข้าไปเกี่ยวพันจัง ๆ แค่ 3-4 ครั้ง บางคนก็บอก พี่เล่าเรื่องสนุก ทำไมพี่ไม่ไปเล่าในรายการผี….หึ!!! กูเป็นคนติดสบถ ถ้าไปออกรายการอะไรคงมีแต่เสียง ตุ๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆ เลยลองเขียนออกมาให้อ่านเล่นกันดูก่อน ด้วยภาษาที่สุภาพ เขียนไปจะอ้วกตัวเองไป ลองอ่านกันดูละกัน เผื่อถ้ามีคนชอบจะเล่าต่อให้จบ จะเอาเวอร์ชั่นสุภาพ หรือเดี๋ยวค่อยมาว่ากันอีกที

เรื่องนี้เป็นเรื่อง’จริง’ (คนเล่าเรื่องผีมันก็บอกเรื่องมันจริงหมดอ่ะเนอะ… เอาเป็นว่ากูยืนยันว่าจริงละกัน) ที่เกิดขึ้นกับที่ทำงานกูเอง …. เคยเล่าเวอร์ชั่นสั้น ๆ ไปแล้วตอน 2017 ใครเป็นเพื่อนกันมาเกิน 3-4 ปีรู้ตอนจบแล้วอย่าเพิ่งเฉลยนะ….

ปี 2016 ผมเกิดขึ้เกียจขับรถไปทำงานไกล ๆ บ้าน จากปรกติที่ต้องใช้เวลาบนทางด่วน 2-3 ชั่วโมงต่อวัน ฟรีเวย์ 405 นี่มันเป็นอะไรที่บั่นทอนพลังงานชีวิตมาก ๆ…..ผมได้ไล่ดูประกาศในหนังสือพิมพ์เพื่อสมัครงาน ผมก็ไปสะดุดกับโฆษณาชิ้นนึง ‘ รับสมัครเชฟ full-time ของโรงแรม……ประสบการณ์ 5-7 ปี’ …’โห!!!น่าสนใจ ‘ ผมบอกกับภรรยา ‘ เนี่ยใกล้ ๆ บ้านเราเอง นับระยะจาก google map แล้วใช้เวลาเดินทางไปทำงาน 7 นาทีเอง…จากเดิม 2-3 ชั่วโมง รายได้เท่ากัน ยังไงก็คุ้มกว่า’ หลังจากตกลงกันว่าผมจะเปลี่ยนงาน ผมก็เลยลองสมัครไป

3 อาทิตย์ต่อมา มีโทรศัพท์มาเรียกตัวให้ไปสัมภาษณ์… โรงแรมเป็นอาคาร 2 ขั้นวางตัวเป็นแนวยาวทอดไปตามริมถนน ปีกซ้ายเป็นส่วนลอบบี้ต้อนรับ ปีกขวาเป็นภัตรคารของโรงแรม ส่วนห้องพัก 80 หัองวางตัวตามแนวยาวของผังอาคาร มีสวน และสระว่ายน้ำอยู่ด้านหน้า …ฝั่งตรงข้ามถนนมีงานก่อสร้างอยู่ ทำให้หาที่จอดรถลำบากหน่อย นี่ถ้าโรงแรมไม่มีที่จอดรถให้พนักงานน่าจะต้องเดินไกลเอาเรื่อง…

การสัมภาษณ์ผ่านไปด้วยดี ผู้จัดการทั่วไปดูจะพอใจกับประวัติการทำงานและผลงานของผม จึงได้มีการติดต่อกลับมาเพื่อให้เข้าไปทดสอบทำอาหารรอบสุดท้าย และเซ็นสัญญาการจ้างงาน วันที่ผมกลับเข้าไปอีกรอบเป็นวันแรกที่ผมได้เข้าไปดูฝั่งปีกขวาที่ผมจะต้องทำงานเป็นครั้งแรก

‘มืดจังนะครับ’ ผมถามผู้จัดการทั่วไปที่เป็นคนพาผมนำชมสถานที่ทำงาน

‘อ๋อ ค่ะ … เราต้องการให้บรรยากาศในส่วนร้านอาหารสลัว ๆ เป็นเหมือนเลาจน์ เพื่อสร้างบรรยากาศ โต๊ะจะเปิดให้นั่งเฉพาะแขกของทางโรงแรม ส่วนบุคคลภายนอกจะเข้ามาใช้บริการต้องจองก่อนค่ะ’

‘ อืม…ใช้ระบบสำรองที่นั่ง งานสบายละ’ ….ผมคิดในใจ

‘ แต่อย่านึกว่างานจะเบานะคะ โรงแรมเราตั้งอยู่ใกล้กับสวนสนุก (Universal) ดังนั้นแขกที่จะมาใข้บริการจะอยู่ที่ 15-20 โต๊ะต่อคืน … แต่ก็ยังดีหน่อยที่เค้าจะทะยอย ๆ กันมา ทำให้เรามีเวลาเตรียมตัวสำหรับโต๊ะถัดไปค่ะ’

‘อ้อ โอเคครับ’ ผมตอบไป

จากนั้นเราก็เซนสัญญากันในเลาจน์ของร้านอาหาร พร้อมกับแนะนำเพื่อนร่วมงาน

Thomas Kim เป็นผู้จัดการส่วนภัตราคาร

Mari เป็น Bartender หญิงชาวญี่ปุ่น ทำงานที่นี่มาตั้งแต่โรงแรมเปิดกิจการเมื่อ 30 ปีก่อน

Clara และ Micheal เป็นพนักงานเสิร์ฟ

Jesus (ออกเสียงเป็นภาษาสเปนว่า เฮสซุส) เป็นผู้ช่วยของผม

และ Armando เป็นเด็กหั่นผัก ผู้ช่วยจิปาถะ ล้างจาน

หลังจากทดลองทำเมนู และจัดการเรื่องเอกสารเสร็จ

‘ มีอะไรสงสัยไหมคะ’ เธอถาม

‘ ไม่มีครับ แต่ถ้ามีแล้วจะแจ้งให้ทราบทันที’

‘โอเคค่ะ … อ้อ ขอโทษค่ะ ลืมบอก นอกจากกฏในคู่มือพนักงานแล้ว เรายังมีกฏที่ไม่ได้เขียนลงไปอีก 5-6 ข้อ ถ้าอยากจะทำงานที่นี่อย่างราบรื่น …และปลอดภัย คงต้องรบกวนให้คุณช่วยปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วย’

ผมใจแป้วนิดหน่อย เหมือนจะเริ่มมีอะไรไม่ชอบมาพากล เป็นข้อปฏิบัติ แต่ทำไมไม่ลงลายลักษณ์อักษร??

‘ กฏที่ว่าคืออะไรครับ’

‘ ไม่มีอะไรมากค่ะ เดี๋ยวจะค่อย ๆ อธิบายตอนเดินทัวร์สถานที่ทำงานนะคะ’

1. วัตถุดิบและไวน์ทั้งหมด อยู่ในห้องใต้ดิน แต่อย่าลงไปคนเดียวเด็ดขาด ให้มีเพื่อนลงไปด้วยเสมออย่างน้อย 1 คน ‘… เธอบอกระหว่างพาผมเดินลงไปในห้องเก็บวัตถุดิบใต้ดิน…’ ‘คงจะกลัวพนักงานขโมยไวน์หรือวัตถุดิบราคาแพงน่ะสิ’ผมคิดในใจ

ห้องใต้ดินที่นี่ขุดลงมาลึกมาก น่าจะพอ ๆ กับตึก 1 ชั้นได้ เพดานห้องใต้ดินเลยสูงมาก ทำให้โคมไฟที่ห้อยลงมาตามทางเดินไม่สามารถให้ความสว่างกับแผ่นฝ้าเพดานได้

2. เมื่ออยู่ในห้องใต้ดิน ห้ามเงยหน้ามองเพดานค่ะ ไม่ว่าคุณจะรู้สึกว่าอยากเงยหน้าขึ้นไปดูขนาดไหน ‘….. เชี่ยยยย !!! ไม่ทันแล้ว ผมคิดในใจ ตอนเธอกำลังอธิบายกฏ ผมกำลังเงยหน้ามองซ้ายมองขวาอยู่เลย เธอดูจะสังเกตุเห็นผมที่ตกใจเพราะกำลังละเมิดกฏ เลยบอกว่า

‘ ตอนนี้กลางวันอยู่ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ …. แต่ก็ไม่แนะนำให้ทำอย่างนั้นนะคะ ไม่ว่าจะเวลาไหน … บอกตามตรง คุณไม่ใช่ตัวเลือกแรกของเราค่ะ แต่คนที่เรารับก่อนหน้าคุณ เงยหน้าขึ้นไปมองเพดานตอนลงมาเอาวัตถุดิบ และก็วิ่งหนีหายไปเลย ไม่ยอมกลับมาทำงาน …วันนั้นลูกค้าเยอะด้วย วุ่นวายขอโทษขอโพยลูกค้ากันน่าดูเลยล่ะค่ะ’

ผีแน่นอนแล้ว ผมคิดในใจ

‘คุณเชื่อเรื่อง … เอ่อ เหนือธรรมชาติไหมคะ’ … เธอถามระหว่างที่เรากำลังเดินกลับขึ้นมา

‘ เช่นพวกผีสางอะไรพวกนี้น่ะเหรอครับ’…

‘ ก็หมายถึงทั่ว ๆ ไปค่ะ … แต่ในกรณีนี้ ใช่ค่ะ เราหมายถึงผี’

‘ ผมไม่เชื่อว่าผีเป็นเรื่องเหนือธรรมชาตินะ มันมีพฤติกรรมตามธรรมชาติของมัน แค่เรายังไม่ค่อยเข้าใจมันมากนักแค่นั้นเอง’

‘ โอเค ดีค่ะ’ เธอตอบ ‘ เราเลือกคุณทึ่เป็นคนเอเชีย เพราะเรามีพนักงานเอเชียอยู่หลายคน และพวกเค้ามีแนวโน้มว่าจะรับมือกับเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่า’

‘ ไม่ครับ … การเป็นคนเอเชียไม่ได้แปลว่าเราสามารถใข้ชีวิตอยูร่วมกับผีได้โว๊ยยย!!!’ ผมตอบไปในใจ แต่ที่เก่าก็ลาออกมาแล้ว ยังไงก็ต้องลองทำดูก่อน

3. ระหว่างพักกลางวัน ห้ามนอนหลับในร้านนะคะ

4. ถ้าเห็นลูกค้าเดินเข้ามานั่งโดยพลการโดยไม่ลงทะเบียนกับพนักงานเสิร์ฟ ไม่ต้องไปสนใจนะคะ ปล่อยให้เค้านั่งไป

5. ตอนเลิกงาน ทุกคนต้องออกจากร้านพร้อมกัน นับจำนวน และขานชื่อออกจากร้านให้ครบค่ะ ถ้าเป็นไปได้ตอนล็อคกุญแจ ให้มองที่กุญแจไว้นะคะ อย่ามองกลับเข้าไปข้างใน

6. หลังจากล๊อคกุญแจแล้ว ให้เอากุญแจไปคืนไว้ที่ฟรอนท์เดสค์ เพื่อพนักงานกะเช้าจะได้ไปรับกุญแจได้ ตอนเอากุญแจไปคืน ห้ามเดินผ่านสวนหย่อมนะคะ คุณจะหาทางอ้อมไปยังไงก็ได้ แต่ห้ามเดินลัดสวนไป

ส่วนใหญ่แล้ว ผู้จัดการฝั่งร้านอาหารจะเป็นคนล็อคค่ะ แต่ถ้าเป็นวันหยุดของเค้า คนที่ต้องล็อคร้านคือ คุณค่ะ เลยต้องบอกไว้ก่อน

‘คงไม่ต้องอธิบายเหตุผล สำหรับกฏข้อที่เหลือนะคะ

ถ้าทำงานไปสักพัก แล้วคุณอยากจะเพิ่มกฏพวกนี้เข้ามาก็แจ้งผ่านทางผู้จัดการของฝั่งภัตราคารได้นะคะ

…..ยินดีที่ได้ร่วมงานกันค่ะ อาทิตย์หน้าเจอกัน’

‘ครับ อาทิตย์หน้าเจอกัน’

SS1 : ep 2 The Children

การทำงานที่นี่ก็ไม่ได้ต่างจากที่อื่น ๆ เช้าไปเตรียมของเพื่อให้เพียงพอสำหรับออร์เดอร์ตอนเย็น ตอนเย็นทำออร์เดอร์ จากนั้นก็ทำความสะอาดพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบ แล้วก็กลับบ้าน บรรยากาศในการทำงานก็ไม่เลวเลยทีเดียว พนักงานทุกคนดูเป็นมิตรดี นอกจากจะขี้ตกใจไปหน่อย ผมเข้าไปคุยกับใครที่กำลังก้มหน้าทำงานอยู่ไม่ได้เลย นึกภาพว่าถ้าผม ‘เฮ้!!! มิเชล’ เธอเป็นอันต้องสะดุ้งสุดตัวแล้วเอามือทาบอก…

บางจังหวะที่เราว่าง ๆ ก่อนกลับบ้าน ก็มีการจับกลุ่มคุยกันบ้าง…. จนถึงตอนนี้ผมทำงานที่นี่มาได้เกือบเดือนนึงแล้ว ยังไม่พบอะไรผิดปรกติเกี่ยวกับผี ๆ สาง ๆ นะ … แต่ยอมรับบรรยากาศในที่ทำงานมันดูน่าขนลุกแปลก ๆ ไม่รู้ว่าเพราะมันน่าขนลุกจริง ๆ หรือว่าเพราะผมดันไปรับรู้กฏพวกนั้นตอนเข้ามาทำงานใหม่ ๆ

‘ตกลงเรื่องพวกนั้นจริงเหรอ’ วันนึงผมถามขึ้นมาลอย ๆ ระหว่างเดินจับกลุ่มกันไปเพื่อเอารถที่จอดไว้ เพราะฝั่งตรงข้ามมีการก่อสร้าง ทำให้เราต้องจอดรถไกลออกไป และการที่เราต้องจับกลุ่มกันไป ไม่ใช่ด้วยเพราะเรื่องผีหรอกนะ แต่เป็นการที่ผู้จัดการร้านต้องหอบเงินสดกลับบ้านทุกวันเป็นอะไรที่เสี่ยงกับการโดนดักปล้นพอสมควร

‘ จริงสิ’ มาริ ตอบ

‘ มันเกิดขึ้นได้ยังไง โรงแรมมีคนตาย เคยมีคดีฆาตกรรมอะไรพวกนี้เกิดขึ้นเหรอ’ ผมถามถึงที่มาที่ไปเกี่ยวกับประสบการณ์ผี ๆ ในโรงแรมตามที่เคยได้ยินได้ฟังมา

‘ ไม่มี…ชั้นทำงานอยู่ที่นี่มาตั้งแต่วันแรกที่โรงแรมเริ่มต้นกิจการ ตอนชั้นมาสัมภาษณ์งาน โรงแรมยังก่อสร้างอีกปีกนึงอยู่เลย ไม่เคยมีคนตายในเขตโรงแรมสักคนเดียว’

‘แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง มันต้องมีสาเหตุสิ’

‘ไม่รู้เหมือนกัน ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง รู้แต่ว่าอยู่ดี ๆ มันก็เกิดขึ้น ไอ้บรรยากาศน่าสะอิดสะเอียนนั่นเมื่อก่อนมันไม่มีหรอกนะ แต่อยู่ดี มันก็เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน’

‘ยังไง’

‘ มันเริ่มจากเมื่อประมาณ 6 เดือนก่อน มีเสียงบนดาดฟ้า… เคลวิน ยามกะกลางคืนเค้าได้ยินหมือนเสียงเด็กวิ่งเล่นไล่กันบนดาดฟ้า เคลวินนึกว่าเป็นพวกลูกหลานของแขกที่มาพักที่โรงแรม ก็แขกที่มาพักที่นี่ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าของสวนสนุกนี่เนอะ….. เค้าก็เลยเดินขึ้นไปดู แต่กลับพบว่าไม่มีใครอยู่บนดาดฟ้าเลย ประตูขึ้นไปดาดฟ้าก็ล๊อคไว้ตามปรกติ … เค้าบอกว่ามันน่าแปลก เพราะก่อนจะไขประตูออกไปตรวจดูให้แน่ใจ ยังได้ยินเหมือนเสียงเด็ก ๆ พวกนั้นยังวิ่งเล่นกันอยู่ทีอึกฟากนึงของประตูด้วยซ้ำ’

‘ อาจจะเป็นพวกเด็กที่วิ่งเล่นกันตรงระเบียงทางเดิน แต่เสียงมันก้อง’ ผมพยายามหาเหตุผลมาหักล้าง

‘นั่นแหละ ตอนแรกเค้าก็คิดอย่างนั้น แต่พอมาเชคกับฟรอนท์เดสค์ ว่ามีห้องบริเวณนั้นร้องเรียนว่ามีเสียงเอะอะหรือเปล่า กลับพบว่าไม่มีรายงานการร้องเรียนเกี่ยวกับเสียงรบกวนเลย…. จากนั้นพนักงานกะดึกที่ทำงานอยู่ที่ฟรอนท์เดสค์ก็เริ่มเห็น…เป็นเด็ก  4 คนมาวิ่งเล่นไล่จับกันบนทางเดินหน้าห้อง พนักงานคนนั้นจึงพยายามเดินไปเพื่อจะห้ามไม่ให้วิ่งเล่นกัน เพราะกลัวจะรบกวนแขกคนอื่นที่มาเข้าพัก แต่เด็ก ๆ กลับวิ่งหนีขึ้นไปยังโถงบันไดดาดฟ้า ซึ่งมันล็อคไว้ และแน่นอนว่ามันเป็นทางตัน’

‘แถวนั้นไม่มีห้องให้พวกเด็ก ๆ เข้าไปหลบ??’

‘ ไม่มี และเหตุการณ์แรก กับเหตุการณ์ที่สอง ห่างกัน 2 อาทิตย์ … มันไม่มีใครมาเช็คอินนอนโรงแรมนานขนาดนั้นใช่ไหมล่ะ…ยังไม่รวมถึงว่า ต้องเป็นห้องที่พาเด็ก ๆ มาพร้อมกัน 4 คน เพราะเด็กทุกคนแต่งตัวแบบเดียวกันหมด…. เค้าก็เลยคิดว่าเด็กพวกนี้คงจะต้องมาจากครอบครัวเดียวกันล่ะนะ’

‘แล้ว… เด็ก ๆ พวกนั้นดูเหมือน …. เหมือนผีมั๊ย แบบตัวเปื้อนเลือด หรือลอยไปมา ผิวขาวซีดโปร่งแสงอะไรพวกนั้น’

‘ ไม่นะ คนที่เค้าเห็นเค้าก็บอกว่าพวกเด็ก ๆ วิ่งกันบนพื้นธรรมดานี่ล่ะ ออกจะลงน้ำหนักเท้าเสียงดังตึงตังด้วยซ้ำไป… แต่ก็อย่างที่รู้ …ไม่เคยมีใครไปเดินสวนพวกเด็กพวกนั้นในระยะใกล้ ๆ นี่นะ’… คลาร่าตอบแทรกขึ้นมาบ้าง ดูเธอรู้อะไรเยอะทีเดียวแหละ และก็ดูท่าทางอยากจะเล่ามาก ๆ ด้วย….

‘ ฟังดูก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่นา ต่อให้เป็นวิญญาณจริง ๆ ก็ดูท่าทางไม่น่าจะมีอันตรายอะไร ทำไมต้องมีข้อห้ามอะไรเยอะขนาดนั้น แถมยังมาบังคับใช้ฝั่งร้านอาหารด้วย’ 

‘ ก็มันไม่ได้มีแค่เด็ก ๆ พวกนั้นน่ะสิ’

ก่อนที่ผมจะได้เรื่องราวอะไรเพิ่มเติม พวกเราก็เดินมาถึงบริเวณที่เราจอดรถกันไว้

‘ นี่ ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่ม เดี๋ยววันหลังตอนพักกลางวันชั้นจะเล่าให้ฟังนะ’ …. คลาร่าตะโกนไล่หลังมา

เธอคงอยากจะเม้าท์มอยเรื่องพวกนี้จริง ๆ นั่นแหละ ‘ โอเค…. งั้นคืนนี้ราตรีสวัสดิ์นะทุกคน’

เส้นทางที่ผมขับกลับมันต้องกลับรถย้อนผ่านหน้าโรงแรมอีกรอบ ….. มันก็อดไม่ได้เหมือนกันนะที่จะแอบมองกลับเข้าไปในบริเวณโรงแรมที่มีไฟสลัว ๆ เปิดไว้ในบริเวณสระน้ำและสวน….แสงไฟจากหน้ารถที่ขับผ่านไปมา ทำให้เงาของต้นไม้หน้าโรงแรมวิ่งไปมาอยู่บนผนังอาคาร ดูน่าขนลุกพิลึก….

SS 1 : ep 3 The Tall Lady.

คลาร่าเป็นแคทอลิค เหมือนกับผู้คนเขื้อสายฮิสปาเนียนทั่วไปในเขตเมืองนี้….

คลาร่าเป็นคนที่เชื่อเรื่องวิญญาณ แน่นอนล่ะ….ก็เพราะมันมีเขียนไว้ในคัมภีร์ไบเบิล แต่เธอบอกว่า เธอไม่ค่อยกลัวพวกวิญญาณผี(Ghost)หรอกนะ …. พวกคาทอลิคจะกลัวเรื่องพวกปีศาจ(Demon)มากกว่า วิญญาณตามความเขื่อของคลาร่าคือ วิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว ไม่ได้มีอำนาจพิเศษอะไร แต่สิ่งที่จะทำร้ายมนุษย์ได้คือพวกปีศาจที่เป็นสิ่งชั่วร้ายจากโลกอื่น …สามารถสิงร่างเหยื่อได้ ดลจิตใจให้ทำเรื่องเลวร้ายได้…. มีการศึกษาถึงถิ่นที่อยู่ หมวดหมู่ Demonology เป็นเรื่องเป็นราว

ผมถามเธอต่อว่า ยังงั้นเธอก็ไม่ควรจะกลัววิญญาณที่ปรากฏตัวในโรงแรมสิ….แต่คลาร่ากลับปฏิเสธ…

‘ แต่ชั้นกลัวสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในโรงแรมนะ… รู้ไหม เพราะอะไร ….ตามความเชื่อของพวกเราชาวคาทอลิค วิญญาณเด็กนั้นบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะถูกกักขังเอาไว้ในโลกใบนี้ …เมื่อเด็กเสียชีวิตลง พระเจ้าจะรับพวกเค้ากลับสู่สวรรค์ทันที…. ดังนั้นถ้าเธอเห็นวิญญาณเด็กปรากฏตัว แสดงว่านั่นมันไม่ใช่วิญญาณของเด็ก และแปลว่ามันจะต้องมีเรื่องไม่ค่อยดีนักตามมา’

‘ แปลว่า มันมีอะไรตามเด็ก ๆ พวกนั้นมาเหรอ’ ผมถามขึ้นในบ่ายวันนึงระหว่างที่เรากำลังนั่งกินข้าวระหว่างพักเบรค 3 ชั่วโมง

‘The Tall Lady’ เธอตอบ

‘ ผู้หญิงตัวสูง ??? …นี่พวกเธอตั้งฉายาให้ผีในโรงแรมกันเหรอเนี่ย??’  ผมอดขำไม่ได้ ‘ แล้วยังไงต่อ’

‘ เป็นผู้หญิงตัวสูง ใส่ขุดเดรสสีเขียว…คนที่เห็นคนแรกคือพนักงานฟรอนท์เดสค์กะกลางคืน เค้าบอกว่าครั้งแรกที่เห็น เธอมายืนอยู่ตรงมุมตึกระหว่างลอบบี้กับสระว่ายน้ำ’

‘ แล้วเธอรบกวนอะไรพวกนั้นหรือเปล่าล่ะ’ …

‘ แค่มายืนอยู่เฉย ๆ ก็รบกวนแล้วล่ะ มีผู้หญิงผมสีขาวสูง 7 ฟุต(2.1เมตร) มายืนให้เธอเห็นในโรงแรมตอนตีสอง เธอจะทำงานต่อได้ไหมล่ะ’

‘ อืม….’ ผมพยักหน้าทำนองว่าเข้าใจ

‘ เธอไม่มีหน้า’… คลาร่าเล่าต่อ

‘ หมายถึง หน้าเธอโล้น ๆ ไม่มีจมูก ตา ปาก แบบผีญี่ปุ่นยังงั้นน่ะเหรอ’ ผมหันไปถามกึ่งแซว ๆ กับมาริซึ่งกำลังกินข้าวอยู่

‘ ไม่ใช่ ….คลาร่าหมายถึงเธอไม่มี ‘ด้าน’ หน้า … มีคนเคยเห็นเธอพร้อมกันสองคน จากคนละมุม ทั้งคู่ยืนยันว่าเธอหันหลังให้ … เคลวินเค้ามองเห็นเธอจากทางสวน เค้าก็เห็นว่าเธอยืนมองเข้าไปในลอบบี้ ส่วนแอนที่มองจากทางลอบบี้ก็เห็นว่าเธอยืนมองไปทางสวน’

‘ อืม ….’ ผมพยักหน้าอีกครั้ง แต่ตอนนี้ขนที่แขนผมลุกชันเลยทีเดียว ผมนึกไปถึงต้นสนที่มีหิมะคลุมตรงยอด ไม่ว่าจะมองจากด้านไหนมันก็ดูเหมือน ๆ กันไปหมดทุกด้าน

‘ มาริเคยเอาเกลือเสกที่ได้จากศาลเจ้าตอนเธอกลับไปญี่ปุ่นใส่ถ้วยไปวางเพื่อปัดเป่าขับไล่ตรงมุมที่เธอขอบยืนนะ’…. คลาร่าอธิบายถึงวิธีการพยายามแก้ปัญหาของคนในโรงแรม

‘ ได้ผลไหมล่ะ???’ ผมชักอยากรู้ว่าเกลือเสกจากญี่ปุ่นจะไล่ผีอเมริกันได้ไหม

‘ ม่ายยย ….คืนนั้นเธอก็ยืนตรงถ้วยนั่นแหละ’…มาริตอบ

‘ แต่เธอก็ไม่ได้ข้ามมารบกวนอะไรฝั่งร้านอาหารนี่นา’ …ผมถามด้วยความสงสัย

‘ ฝั่งร้านอาหารน่ะ มี The Chubby Guy’… คราวนี้คุณคิมผู้จัดการเป็นฝ่ายเล่าเรื่องบ้าง

‘ คนที่เห็นคนแรกคือเอียน’

‘ อ๋อ … เอียนคนฝรั่งเศส พนักงานเสริฟกะเช้าใช่มะ’ ….ผมเคยทำงานร่วมกับเอียนอยู่ครั้งสองครั้งเอง เลยไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ เพราะหลังจากนั้นเอียนมีปัญหาด้านสุขภาพค่อนข้างรุนแรง ต้องหยุดงานบ่อย ตอนที่เค้ารู้ว่าผมเป็นคนไทย เค้าบอกผมว่าเค้าเป็นญาติกับ มาริโอ้ เมาเร่อด้วยนะ

คิมเล่าต่อว่า ….‘ เมื่อ 5 เดือนก่อนตอนกำลังจะปิดร้าน  เอียนมองผ่านประตูกระจกเข้าไปเห็นผู้ชายหุ่นอ้วนกลมคนนึง กำลังพยายามจะปีนขึ้นไปนั่งบนโต๊ะตรงมุมร้าน ดูแล้วเหมือนกับคนที่เมามาก ๆ เพราะทรงตัวแทบไม่ได้เลย ต้องพยายามตะเกียกตะกายขึ้นไป….เอียนเลยบอกให้เรารีบเปิดประตูย้อนกลับเข้าไป เพราะคิดว่าเป็นลูกค้าที่เมาจนลงไปนอนกองอยู่กับพื้นแล้วตกค้างอยู่ข้างใน….’

‘ แล้วพอเปิดเข้าไป ก็ไม่เจอใครใช่ไหมล่ะ’… ผมพอจะเดาได้ไม่ยาก

‘ แล้วทาเกะ เชฟคนก่อนก็เคยเห็นเค้านะ วันนั้นทาเกะออกมาเช็คความเรียบร้อยของอาหารตรง runner station แล้วมองไปทางโต๊ะ B4 แล้วเค้าก็บอกให้เราหยุดเสิร์ฟเหล้าให้แขกโต๊ะนั้นได้แล้ว ถ้ายังไม่อยากให้ร้านโดนใบสั่งค่าปรับ’

‘ ชั้นเป็นคนบอกทาเกะซังเอง ว่าโต๊ะ B4 ไม่มีคนนั่ง… วันนั้นเป็นช่วงกลางสัปดาห์ เรามีแขกทั้งร้านอยู่แค่ 2 โต๊ะ’

‘ เค้าอาจจะเมาแล้วย้ายมาจากโต๊ะอื่นรึเปล่า ?? ‘ … ผมพยายามแย้งมาริ

‘ ม่ายยย ชั้นยืนยันได้ วันนั้นไม่มีลูกค้าลักษณะแบบนั้นเดินผ่านประตูเข้ามาเลย’

‘ เค้าอาจจะคลานขึ้นมาจากชั้นใต้ดินก็ได้นะ’ เฮสซุสซึ่งนั่งกินมื้อกลางวันอยู่อีกโต๊ะนึงตะโกนแซวข้ามโต๊ะมา

‘ อ้อ โอเค…นั่นเลยเป็นที่มาของกฏข้อที่ 5…???’

‘ ไม่ …. กรณีนั้นสำหรับกฏข้อที่ 4 ‘ คุณคิมตอบ

นี่มันโรงแรมอะไรกันวะเนี่ย เรื่องผี ๆ ในโรงแรมผมก็เคยได้ยินมาบ่อย ๆ แต่ส่วนมากก็จะมีแค่ห้องนึงเท่านั้นแหละ ที่ใครเข้าไปนอนแล้วจะต้องเจอกับเรื่องพวกนี้….แต่ที่โรงแรมนี้เหมือนว่าสิ่งลี้ลับพวกนั้นกระจายตัวไปยังจุดต่าง ๆ ในโรงแรมทั่วไปหมด เหมือนบ้านผีสิงในสวนสนุก

‘ แล้วเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เราต้องมีกฏข้อที่ 5 ล่ะครับ’

‘ 555 เรื่องนั้นคุณต้องไปรอถามไอ้เจ้าอาร์มันโดเลย’

กะเช้าทางโรงแรมไม่ได้จ้างคนล้างจาน อาร์มันโดจะทำงานเฉพาะตอนเย็น …. ‘โอเค….เดี๋ยวผมจะลองถามเค้าดู’

SS 1 : ep 4 The Voice

เวลาเราทำงานในร้านอาหาร ตอนจังหวะยุ่ง ๆ นี่แทบไม่ทีใครได้มีเวลาเงยหน้ามามองสิ่งรอบตัวเลย ดังนั้นกฏพื้นฐานอีกอย่างนึงของคนทำงานในครัวคือ เมื่อคุณเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวเข้าไปในทิศทางของคนที่หันหลังให้คุณ… เป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องพูดด้วยเสียงอันดังว่า ‘ behind you!!!’ ….ถ้าเป็นภาษาไทย หลาย ๆ คนก็คงจะเคยได้ยินคำว่า ‘หลัง ๆๆ หรือ ระวังข้างหลังงง’ อะไรประมาณนี้

อาร์มันโดเป็นซัลวาดอเรี่ยนร่างเล็ก แต่ล่ำตัน แข็งแรงน่าดูเลยทีเดียว อะไรที่หนัก ๆ อย่างกล่องวัตถุดิบ หรือกระสอบแป้ง ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง เค้าจะมาจัดการเก็บเข้าที่ชั้นให้เราตอนประมาณบ่าย 3โมงซึ่งเป็นเวลาที่เค้าจะเริ่มงาน ส่วนคนอื่น ๆ จะเริ่มงานกะเย็นตอนประมาณ 4 โมงเย็น… ซึ่งแปลว่า อาร์มันโดจะใช้เวลาอยู่คนเดียวในพื้นที่ปีกร้านอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง โดยผ่านทางประตูครัว ซึ่งเชื่อมกับทางส่งของด้านหลัง

‘ ที่จริงถ้าคุณอยากรู้กฏความปลอดภัยเพิ่มอีกข้อนึง ผมจะบอกคุณให้ก็ได้นะ เผื่อคุณอยากจะเพิ่มมันไว้ในกฏส่วนตัวของคุณ’ อาร์มันโดบอกผมในวันหนึ่งขณะเรากำลังช่วยกันหั่นเตรียมวัตถุดิบ… ‘ ถ้าเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นมา ให้คุณรีบมาอยู่ในพื้นที่ครัว’

‘ พวกนั้น…. ผมหมายถึงพวกผีน่ะ มันจะไม่ตามเราเข้ามาในครัวเหรอ ‘ … น่าสนใจแฮะ ถึงผมจะไม่เคยเห็นเรื่องอะไรพวกนี้กับตาตัวเองก็ตาม แต่รู้เรื่องพวกนี้ไว้ก็ไม่เสียหาย ….เหมือนต่อให้คุณไม่เคยขับรถไปชนเสาไฟฟ้ามาก่อน แต่คุณก็ควรจะคาดเข็มขัดนิรภัยไว้นั่นแหละ

‘ ใช่แล้ว’

‘ แล้วคุณแน่ใจได้ยังไงว่ามันปลอดภัย’

‘ คุณสังเกตุไหมล่ะ ว่าในครัวมันไม่ได้มีบรรยากาศแบบข้างนอกนั่น ….’

‘ ก็จริง’ อาจจะเพราะไฟเพดานมันสว่างมาก หรือเพราะผมยุ่งทุกครั้งเวลาเข้ามาอยู่ข้างในนี้ เลยทำให้ไม่ได้สังเกตุถึงความแตกต่าง

‘ วันนั้นผมเข้างานมาล้างจานตามปรกติ ก็พวกจานที่เหลือทิ้งไว้จากกะเช้าอ่ะนะ ทีนี้มันมีจานบางส่วนที่ชั้นนวางจานมันอยู่ด้านนอก พวกจาน set up โต๊ะน่ะ…. พอมันออกมาจากเครื่องล้างจาน ตอนเกิดเรื่องใหม่ ๆ นั้นยังไม่มีใครบอกผมว่ามันเกิดอะไรขึ้น  ผมก็เอาออกไปเก็บตามปรกติ ระหว่างกำลังเดินกลับมาในครัว อยู่ ๆ มีเสียงคนตะโกนใส่หูผมจากด้านหลัง ‘ BEHIND YOU!!!’ เหมือนที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ เวลาทำงาน …..ผมนี่สะดุ้งสุดตัวเลยแหละ ในเสี้ยววินาทีนั้นผมยังนึกว่าเป็นพวกเชฟ หรือใครสักคนที่มาถึงก่อนเวลาแล้วมาแกล้งให้ผมตกใจเล่น ๆ แต่พอผมหันกลับไปดู กลับพบว่าไม่มีใครอยู่เลย …. ผมเลยวิ่งกลับในมาครัวเพื่อจะตั้งหลัก ก่อนที่ผมจะผ่านประตูครัวเข้ามา ผมยังได้ยินคำว่า ‘ ข้างหลังคุณ’ อีกรอบนึง แต่คราวนี้เป็นเสียงกระซิบ ผมสาบานว่าผมจำได้ว่ามันเป็นเสียงของมาริ’

‘ คุณนี่ก็ใจกล้าใช้ได้เลยนะ ยังมาทำงานต่อคนเดียวได้’

‘ ที่นี่จ่ายโอเค และตราบใดที่ผมไม่ออกไปอยู่คนเดียวข้างนอกนั่นนะ’

‘ แล้วที่พวกนั้นเค้าบอกว่าคุณรู้ดี เกี่ยวกับกฏข้อที่ 5 เรื่องเสียงพวกนี้มันเกี่ยวอะไรกับกฏข้อนี้ด้วยเหรอ’

‘ อ๋อ ถ้าเป็นเรื่องนั้น…..วันนั้นเราปิดไฟและกำลังเดินจับกลุ่มกันออกไปที่ประตูหน้า คุณคิมเค้าก็บอกให้ผมไปเช็คประตูหลังว่าล็อคดีหรือยัง พอผมกลับออกมาพบว่าไม่มีใครอยู่ในร้านแล้ว ผมเลยโดนขังไว้ในร้านตั้งแต่ 4 ทุ่มจนถึงเที่ยงคืนน่ะ ‘

‘ เชี่ยยยย !!!!!! คุณไม่ประสาทเสียไปเลยเหรอเนี่ย เป็นผมคงหาอะไรมาทุ่มใส่ประตูกระจกหน้าร้านแล้วก็วิ่งหนีกลับบ้านไปเลย ‘

‘ เชื่อผมเถอะ คุณไม่อยากเสียเวลาไปสาละวนหาอะไรมาพังประตูหรอก วิ่งกลับเข้าไปในครัวให้เร็วที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้แล้วเปิดไฟไว้ทุกดวงดีกว่า’

‘ แล้วคุณคิมเค้าไม่ขอโทษขอโพยอะไรคุณเลยเหรอ อยู่ดี ๆ ก็บอกให้คุณย้อนกลับเข้าไปแต่ดันขังคุณไว้’

‘ ตอนนั้นผมก็ภาวนาให้เสียงที่บอกให้ผมกลับเข้าไปนั่นเป็นเสียงของคุณคิมนะ’

‘ อย่าบอกนะว่า …!!’

‘ ใช่อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ …เพราะมันเป็นเรื่องปรกติของผมที่ต้องรีบออกไปให้ทันรถไฟเที่ยว 4 ทุ่มครึ่ง ไม่อย่างนั้นกว่ารถไฟอีกคันจะมาคือ 5 ทุ่มครึ่ง … ทุกคนยืนยันว่าวันนั้นไม่มีใครพูดอะไร และคุณคิมก็บอกว่าเห็นผมวิ่งออกไปก่อนแล้ว…’

‘ แล้วคุณออกไปได้ยังไงคืนนั้น คุณโทรให้ใครมาเปิด’

‘ วันนั้นผมดันเอาโทรศัพท์เปิดเพลงลูกทุ่งฟังผ่านลำโพงตัวเล็กในครัวซะจนแบตเตอรี่หมด เลยเป็นอันต้องไปนั่งอยู่หน้ากล้องวงจรปิดจนถึงรอบที่เคลวินเค้าจะต้องเช็คกล้องวงจรปิดนั่นแหละ เค้าถึงจะเดินมาเปิดประตูส่งของด้านหลังให้ผม …. เคลวินยังตะโกนคุยกับผมผ่านประตูอยู่สักพักใหญ่ ๆ กว่าจะยอมเปิดประตูให้’

‘ ไอ้ลุงเคลวินมันปอดแหก’ …..เฮสซุสที่กำลังเคี่ยวซุปตะโกนแซวข้ามเขียงมา

ถึงตอนนี้ผมทำงานมาได้ สองเดือนกว่าแล้ว …. 6 วันต่อสัปดาห์ แปลว่า ผมเดินขึ้นลงไอ้ห้องใต้ดินที่น่าขนลุกนั่นมาร่วม ๆ 40 เที่ยว … คือที่จริงผมก็ไม่จำเป็นต้องลงไปทุกวันหรอก เพราะเวลาลงมาทีนึงจะขนเอาของที่ใช้บ่อยๆ หมดบ่อยขึ้นไปให้พอใช้ได้หลาย ๆ วัน โดยจะเอาไปเก็บไว้ในตู้เย็นขนาดใหญ่แบบที่เดินเข้าไปได้ในครัว หรือบางทีก็ต้องลงไปส่งพวกพนักงานผู้หญิงเค้าหยิบไวน์กันบ้างในบางโอกาส

‘ เฮ้ย !!! จะลงไปเอาเห็ดหอมแห้งข้างล่าง ลงมาด้วยกันหน่อยสิ’ เฮสซุสเรียกผมให้ลงไปห้องใต้ดินด้วยกัน

‘ อะไรวะ ถึงขนาดเดินบนน้ำได้ กะอีแค่ลงไปห้องใต้ดินแค่นี้ต้องตามเพื่อนเหรอวะ’ ผมแซวเฮสซุสเรื่องชื่อประจำ เพราะมันเขียนแบบเดียวกับ จีซัส เยซู เพียงแต่ออกเสียงในภาษาละตินอีกแบบนึง และไอ้หมอนี่ก็ชอบห่ามแสดงตัวว่ามันไม่กลัวผี หรืออะไรทั้งนั้น

‘ ไม่ได้กลัวผีโว้ย… แค่ไม่อยากมีปัญหากับ GM ถ้าเกิดมีใครปากโป้งไปบอกว่ากูลงไปคนเดียว เดี๋ยวเป็นได้โดนเรียกไปนั่งบ่น เสียเวลา’

‘ อ่ะ เอาที่สบายใจ… เดี๋ยวล้างมือแล้วขอเช็คแป๊บนึงว่ามีอะไรที่จะขนขึ้นมาได้รอบนี้มั่ง’… เฮสซุสมันเป็นคนที่ผมสนิทด้วยที่สุดตั้งแต่เข้ามาทำงาน อาจจะเพราะต้องทำงานเป็นบัดดี้กันตลอด และอายุไล่เลี่ยกันเลยทำให้สนิทกันเร็ว

ใต้ดินจะแบ่งเป็น 3 ห้อง ห้องแรกสุด อยู่ใกล้กับบันได เป็นห้องเย็น ถัดไปเป็นห้องเก็บของทั่วไป อุปกรณ์ต่าง ๆ ผ้าปูโต๊ะ กระดาษ อะไรพวกนั้น ส่วนห้องเก็บไวน์จะลงบันไดเตี้ย ๆ ไปอีก 3-4 ขั้น และอยู่ปลายสุดของทางเดิน

การลงมาชั้นใต้ดินวันนี้บรรยากาศอึดอัดแปลก ๆ เส้นผมตรงท้ายทอยผมลุกซู่ตั้งแต่เดินพ้นชานพักลงมา ระหว่างที่ผมกำลังเลือกของใส่กล่องโดยหันหน้าเข้าไปทางชั้นซึ่งอยู่ติดผนัง ก็ได้ยินเสียงเฮสซุสร้องออกมาเบา ๆ

‘ เอ๊ะ !’

ภาพที่ผมเห็นตอนหันกลับมาคือ เฮสซุสยืนอ้าปากหวอ แหงนคอขึ้นไปมองเพดาน …. อะไรก็ตามที่เฮสซุสกำลังดูอยู่ กะจากทิศทางของสายตา มันอยู่บนหัวผมพอดี

‘ เฮ้ย!!! เงยหน้า…มีอะไรวะ’…. เฮสซุสคิ้วขมวด สายตาบอกไม่ถูกว่าประหลาดใจหรือกลัว

‘ อย่าเงยหน้านะ’ มันบอกผมเสียงสั่น ๆ … ‘ ขึ้นไปข้างบนกันก่อน เดี๋ยวค่อยคุย’

SS 1 : ep 5 The Painting

ที่ฝั่งซ้ายของประตูทางเข้าร้านจะมีรูปวาดสีน้ำมันแอบสแตรคขนาด 8×8 ฟุต อยู่รูปนึง ใหญ่พอจะปิดผนังได้ฝั่งนึงเลยทีเดียว แต่มันก็ไม่ได้แอบสแตรคจนไม่สามารถดูออกได้ว่าเป็นรูปอะไร …มันเป็นรูปของวัวสีแดงสดตัวหนึ่ง ที่มีแขนขาเป็นคนกำลังก้มลงกินหญ้าที่งอกมาจากหัวใจ โดยมีฉากหลังเป็นเปลวไฟสีฟ้า…..ไอ้หัวใจที่ว่านั่นไม่ใช่หัวใจกราฟิคแบบคิวปิดอะไรพวกนั้นนะ เป็นหัวใจแบบที่เวลาคุณไปตลาด แล้วเจอหัวใจหมูวางอยู่บนแผงขายเนื้อสดยังไงยังงั้นเลย….

คลาร่าบอกว่าเจ้าของโรงแรมได้มาเป็นของขวัญตอนแต่งงานครั้งที่ 2 กับสาวชาวเกาหลี แต่ผมว่ามันดูโคตรพิลึก ผมทำงานในร้านอาหารมาก็มาก แต่ไม่เคยเห็นใครเอารูปไม่เจริญหูเจริญตาแบบนี้เข้ามาตกแต่งในร้านเลย ยังดีว่ามันถูกแขวนไว้หลบมุมตรงทางไปห้องน้ำ เลยทำให้มันไม่ค่อยสะดุดตาลูกค้าจนเกินไปนัก

หลังจากที่เฮสซุสเห็นอะไรก็ตามบนเพดานห้องใต้ดิน พวกเราลงความเห็นกันว่าทางฝ่ายบริหารควรจะต้องจัดการอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นในโรงแรมตอนนี้ เราเลยไปกดดันคุณคิมให้ไปกดดัน GM อีกต่อนึงให้จัดประชุมย่อยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องประหลาด ๆ พวกนั้น

10 โมงเช้าของวันถัดไปการประชุมย่อยถูกจัดขึ้นที่โต๊ะกลางของร้านอาหาร

‘ เราคิดว่าควรมีการทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาสิ่งที่มันเกิดขึ้นในโรงแรมของเราตอนนี้ครับ แม้ว่ามันจะดูเหมือนปัญหาส่วนตัว เพราะก็จริงอยู่ที่ว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนที่จะพบเจอกับเรื่องอะไรพวกนี้ แต่การที่เราจะต้องเสียกำลังคนถึง 2 คนไปทำงานอะไรทึ่ควรจะทำคนเดียวได้ง่าย ๆ อย่างเช่นการลงไปหยิบของ หรือการที่พนักงานจะต้องมาระแวงกับสิ่งลี้ลับพวกนี้มันเป็นเรื่องที่บั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานเอามาก ๆ’ …..คุณคิมเริ่มเปิดประเด็น

‘ แก้ปัญหา ? อย่างไรคะ ? มีใครคิดไว้บ้างรึยัง’ ทาง GM ถามกลับ

‘ ผมรู้จักกับคุณพ่อ(หมายถึงบาทหลวง) ที่ผมพาครอบครัวไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ผมคิดว่าถ้าลองให้ผมเข้าไปคุยดู คิดว่าท่านน่าจะพอช่วยอะไรได้บ้าง’ …. เฮสซุสเสนอวิธีแก้ปัญหา

‘ เรื่องนี้ทางฝ่ายบริหารพิจารณาตั้งแต่เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นใหม่ ๆ ….แต่คุณทราบใช่ไหมคะ ว่าการเชิญบาทหลวงมาทำพิธีนั้นมีค่าใช้จ่าย และทางโรงแรมไม่สามารถกรอก “ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีไล่ผี“ ลงไปในรายการลดหย่อนภาษีตอนสิ้นปีได้’ เธอถอนหายใจเฮือกนึง ‘ เราถึงได้พยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการมีกฏพวกนั้นขึ้นมาไงคะ …. ถ้าพวกคุณใส่ใจจะเคร่งครัดกับมันสักหน่อย มันก็พอจะลดการเผชิญหน้าระหว่างพวกคุณกับสิ่งเหล่านั้นได้’

ผมตัดสินใจพูดอะไรขึ้นมาบ้าง แม้ว่าตัวเองจะไม่เดือดร้อนกับเรื่องพวกนั้นเลยเพราะไม่เคยเห็น

‘ คือถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ทางโรงแรมจะเสียพนักงานที่ไม่สามารถรับมือกับเรื่องพวกนี้ได้ไปเรื่อย ๆ … ในขณะที่เค้าลาออกไปและหางานใหม่ เงินสำรองของกองทุนการว่างงานจะถูกหักออกไปจากบัญชีของบริษัท ตอนนี้เท่าที่ผมรู้ก็มีแน่ ๆ แล้ว 5 ราย …ยังไม่รวมว่าคุณต้องสัมภาษณ์งานใหม่ เทรนพนักงานใหม่….ในระยะยาว ผมคิดว่าการยอมเสียค่าใช้จ่ายในพิธีกรรมทางศาสนา จะมีผลกระทบต่อโรงแรมน้อยกว่า’ …. บรรดาพนักงานทุกคนพยักหน้าหงึกหงักทำนองว่าเห็นด้วย

‘ ถ้าจะเอาตามความเชื่อของเชื้อชาติผม ผมสามารถไปวัดไทยในเมืองแล้วเชิญนักบวชของศาสาพุทธมาทำพิธีได้’…. ผมลองเสนอวิธีการของคนไทยไปบ้าง ไม่รู้สิ บางทีมันอาจจะพอช่วยได้

‘ ไม่อนุมัติค่ะ… เกรซ พนักงานของทางฝั่งห้องพักเชื้อชาติเดียวกับคุณเคยเชิญมาแล้ว เราทดสอบด้วยการไม่ให้รายละเอียด  ผลปรากฎว่าให้คำตอบสะเปะสะปะมากจากการนั่งสมาธิของเค้า …เค้าอ้างว่าวิญญาณร้ายตนนั้นชื่อ จอห์น และเป็นวิญญาณอินเดียนแดง ซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในโรงแรม และที่สำคัญ ไม่มีอินเดียนแดงคนไหนเรียกตัวเองว่าจอห์นค่ะ ‘

อืมมม อาจจะจริงของเธอ ผมลืมนึกไปว่า GM ของเราชื่อ ไอยาน่า และเธอเป็นอินเดียนแดง ชื่อของเธอแปลว่า ดอกไม้ที่บานชั่วนิรันดร์ ดังนั้นคงเป็นเรื่องแปลกพิลึกถ้าจะมีผีอินเดียนแดงอายุ 200 ปีตัวไหนชื่อจอห์น

‘ ยังงั้นให้ขั้นลองคุยกับคุณท่านให้ไหม’ มาริหมายถึงเจ้าของโรงแรม ‘ ชั้นทำงานกับท่านมาตั้งแต่ก่อตั้งโรงแรมดังนั้นถ้าให้ชั้นไปคุย คิดว่าท่านคงพอจะช่วยพนักงานได้ โดยไม่กระทบกับระบบบัญชีของโรงแรม’

‘ เรื่องนั้นก็ไม่แนะนำเหมือนกันค่ะ เพราะตอนนี้ท่านป่วยหนักมาก การตัดสินใจที่นอกเหนือจากสายการบริหารขึ้นอยู่กับภรรยาของท่านค่ะ’

‘ ดังนั้นดิชั้นขอสรุปนะคะ ให้ศาสนิกของคาทอลิกลองไปติดต่อกับโบสถ์ที่ตนเองสังกัด ส่วนทางดิขั้นจะลองขออนุมัติงบประมาณพิเศษจากทางภรรยาท่านเอง …. ตอนนี้ขอให้ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงาน แล้วถ้าใครมีความคืบหน้าจากทางโบสถ์ สามารถแจ้งเข้าไปได้นะคะ … และระหว่างที่ยังไม่มีความคืบหน้าขอให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับกฏข้อห้ามที่เราช่วยกันกำหนดขึ้นมาด้วยนะคะ’ เธอตัดจบการประชุมแบบห้วน ๆ ตามสไตล์ของเธอ แล้วเดินกลับออฟฟิศไป

‘ แหงล่ะ GM เธอทำงานแค่กะกลางวัน 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นนี่นา ทำไมเธอจะต้องมาเดือดร้อนอะไรกับพนักงานกะกลางคืนอย่างพวกเรา’ … พวกผู้หญิงจับกลุ่มนินทากันเล็กน้อยหลังจากการประชุมในวันนั้น

‘ ผมคิดว่าพวกนี้มันฉลาด’ …. ผมเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาระหว่างพนักงานกันเองหลังจากที่เราประชุมกันจบ

‘ พวกนี้ ?? ….คุณหมายถึงพวกผีน่ะเหรอ’ …. คุณคิมถามผมที่อยู่ดี ๆ ก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา

‘ ใช่ …. คุณสังเกตุไหม ว่าไม่เคยมีรายงานว่าแขกที่มาพักกับทางโรงแรมมีการร้องเรียนเรื่องอะไรแปลก ๆ พวกนี้เลย ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นกับพนักงานหมด’

‘ แล้วมันสำคัญยังไงล่ะ’

‘ คือเหมือนกับพวกมันรู้ว่า ถ้าไปยุ่งกับแขกของโรงแรมจนมีการร้องเรียน จะมีผลกระทบกับยอดจองห้องพัก ทางฝ่ายบริหารโรงแรมจะต้องทุ่มทรัพยากรเพื่อกำจัดพวกมันออกไปให้เร็วที่สุด….ไม่รู้สิ ผมอาจจะคิดมากไปก็ได้  ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกันว่าพวกผีจะมีระบบความคิดที่ซับซ้อนเป็นเหตุเป็นผลขนาดนั้นได้’

‘ นั่นสิ… คงเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า ที่สำคัญแขกที่มาเข้าพักอาจจะเห็น แต่ไม่รู้ตัวว่ากำลังเห็นผีอยู่ก็ได้’…คุณคิมเห็นค้านกับผม

‘ ก็จริง ถ้ามีใครเห็น The Tall Lady คงพากันนึกว่าทางโรงแรมแค่เอาต้นสนคริสมาสต์มาตกแต่งล่วงหน้านานไปหน่อยแค่นั้นเอง’ ….. แต่ดูจะไม่มีใครอยากจะหัวเราะกับมุกตลกของผมเท่าไหร่

ต้นเดือนพฤศจิกา ปี 2016 ผมทำงานที่นี่มา 4 เดือนกว่าแล้ว…ทางโรงแรมแจ้งว่าเจ้าของผู้ก่อตั้งโรงแรมเสียชีวิตแล้วด้วยโรคชรา ทางฝ่ายบริหารอนุญาตให้เฉพาะคนที่ทำงานกับโรงแรมมาเกิน 5 ปี เข้าร่วมพิธีศพที่สุสานนอกเมือง…

ในขณะเดียวกันก็มีข่าวดีเล็กน้อย ว่าทางฝ่ายบริหารอนุมัติให้ใครก็ตามจัดหาบาทหลวงมาทำพิธี … คลาร่าและเฮสซุสจึงอาสารับหน้าที่ไปเชิญบาทหลวงมาจากทางศาสนจักร คลาร่ากลับมาแจ้งให้เราทราบว่า ไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายในการทำพิธี แต่ทางโรงแรมต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าขนส่งจำนวน $400 เพื่อขนส่งน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จากทางวาติกันเอง

พิธีกำหนดให้มีขึ้นในอีก 3 อาทิตย์ข้างหน้าก่อนเทศกาลขอบคุณพระเจ้า

SS 1 : ep 6 The Mimic

เวลาคุณทำอะไรเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กันทุกวันติดกันเป็นเวลานาน ๆ บางทีคุณจะเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่คุณเห็นหรือทำไปเมื่อ 10 นาทีก่อน มันเกิดขึ้นในวันนี้ หรือ เมื่อวาน หรือ  3 วันก่อน

วาติกันเปิดอบรมหลักสูตรไล่ผีโดยรับบาทหลวงจากทั่วโลกที่ต้องการรับการฝึกอบรมจำนวน 250 คนต่อปี .. แต่คนที่สำเร็จหลักสูตรจะมึแค่ประมาณ 50 คนต่อปี….ทำให้ในสหรัฐอเมริกามีบาทหลวงที่มีใบอนุญาตสามารถประกอบพิธีขับไล่วิญญาณอยู่แค่ 27 คน

กลางเดือนพฤศจิกายน ทางศาสนจักรส่งบาทหลวงมาทำพิธี 1 ท่าน พร้อมกับผู้ติดตามสังเกตุการณ์อีก 1 คน เพื่อวิเคราะห์พูดคุยกันถึงรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพอสังเขป ก่อนจะเริ่มพิธีจริง….แต่คิ้วที่ขมวดเข้มของบาทหลวงทำให้เราพอจะทราบได้ว่าท่านค่อนข้างมีความหนักใจกับปัญหานี้

‘เราไม่เคยทำพิธีในพื้นที่กว้างแบบนี้มาก่อน สิ่งชั่วร้ายมีการกระจายตัวออกไปเต็มบริเวณ ซึ่งน้ำมนต์ และกางเขนที่เรามีไม่สามารถสะกดพื้นที่บริเวณกว้างขนาดนี้ได้ …. เว้นแต่ว่า เราจะทำพิธีเสกเมฆศักดิ์สิทธิ์แล้วบังคับให้มันมากลายเป็นฝนตกบริเวณโรงแรมได้ล่ะนะ’ หลวงพ่อพยายามเล่นตลกหน้าตาย

‘ แคลิฟอร์เนียตอนใต้ฝนตกประมาณ 2 วันต่อปีครับคุณพ่อ …. ผมคิดว่าเราต้องหาวิธีอื่น’….

4 วันก่อนเทศกาลขอบคุณพระเจ้า พิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้เริ่มต้นขึ้น …แต่เราไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปดูพิธีที่ห้องใต้ดิน โดยทางศาสนจักรเป็นห่วงว่าถ้าหากมีวิญญาณร้ายตัวไหนหลุดผนึกออกมามันจะหาสถานที่สิงสู่ใหม่ ทำให้ต้องลำบากไปเดินหา หรืออย่างแย่ที่สุด มันจะมายึดเอาร่างกายของคนที่เข้าร่วมพิธีเป็นพาหะนำพามันไปยังที่ต่าง ๆ

ทั้งคู่เดินลงไปยังห้องใต้ดินสักพักใหญ่ ๆ ก่อนจะเดินกลับขึ้นมา ….

‘ พวกมันไม่ได้อยู่กันที่นั่น ตามที่พ่อเคยคาดการณ์ไว้ ว่าพวกมันจะมาหลบอยู่ที่ห้องใต้ดินกันในตอนกลางวัน แล้วกระจายตัวกันออกไปยังจุดต่าง ๆ ของโรงแรมในตอนกลางคืน’

‘ แล้วมันอยู่ที่ไหนกันคะคุณพ่อ ‘ คลาร่าถามด้วยความสงสัย

‘ พวกเราคงต้องขอลองสำรวจพื้นที่ดูก่อนนะครับ ว่าตรงไหนมีปฏิกิริยากับกางเขนศักดิ์สิทธิ์สูงสุด’ ผู้ติดตามที่ดูเหมือนจะเป็นนักไล่ผีฝึกหัดตอบแทน

หลังจากเดินวนสำรวจกันอยู่สักพัก ทั้งคู่ก็ไปหยุดที่หน้ารูปภาพวัวประหลาดตัวนั้น

‘ ตอนนี้ขอให้ทุกคนออกจากอาคารไปก่อนนะครับ เราเจอจุดที่พวกมันอยู่กันแล้ว ถ้าเราทั้งคู่ไม่ออกมาภายใน 2 ชั่วโมง ให้โทรกลับไปแจ้งที่หมายเลขโทรศัพท์นี้นะครับ เดี๋ยวเค้าจะส่งคนมาช่วยเราเอง’ ….ผู้สังเกตุการณ์ยื่นหมายเลขโทรศัพท์ที่เขียนใส่กระดาษให้คุณคิมถือไว้

ผมสังเกตุเห็นว่าผู้สังเกตุการณ์ท่านั้นพกกล้องวิดิโอ….  ‘ถ้าไม่ว่าอะไรผมขอดูวิดิโอที่ถ่ายออกมาหลังจากจบพิธีหน่อยนะครับ’

‘ ไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับผมก็ขอรบกวนส่งกล้องตัวนี้คืนทางศาสนจักรด้วยนะครับ’

เวลาผ่านไปแค่ประมาณ 45-50 นาที ทั้งคู่ก็เดินออกมา….

‘ ผลเป็นอย่างไรบ้างคะ’ GM ที่ตามมาสมทบทีหลังเอ่ยถามถึงความคืบหน้า

‘ ทีแรกเราคิดว่าพวกมันสิงอยู่ที่ห้องใต้ดิน แต่กลับกลายเป็นว่า เป็นรูปภาพประหลาดนั่น ที่พวกมันไปสิงอยู่แทน ….และใช้ห้องใต้ดินเป็นช่องทางเข้าออก พวกมันออกมาจากทางด้านบน เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกลูก ๆ ถึงเห็นอะไรแปลก ๆ บนเพดานในห้องใต้ดินน่ะ’ หลวงพ่อท่านตอบถึงที่มาที่ไปเกี่ยวกับเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้น

‘ แล้วตอนนี้ปัญหาจบหรือยังคะ’

‘ ตอนนี้พ่อทำพิธีปัดเป่ามันออกไปหมดแล้ว และไม่มีสัญญาณว่ามันไปหลบอยู่ที่ไหนภายในบริเวณโรงแรมอีก อย่างไรก็ตาม พ่อแนะนำให้ส่งรูปภาพนั้นไปให้ศาสนจักรเผาทำลายด้วยไฟชำระเสียนะ บางครั้งจิตชั่วร้ายที่ยังหลงเหลืออยู่อาจสามารถใช้มันเป็นที่หลบซ่อนได้’

‘ ดิขั้นคงให้คำตอบไม่ได้ค่ะ เพราะภาพนั้นเป็นสมบัติส่วนตัวของเจ้าของกิจการ ไม่ใช่สมบัติของทางโรงแรม แต่ยังไงจะสอบถามให้นะคะ’

ผมกับพนักงานคนอื่น ๆ บางคนแยกวงไปคุยกับผู้ติดตามเพื่อขอดูคลิปการไล่ผี….ก็เหมือนกับที่เห็นในหนัง บาทหลวงเอาน้ำมนต์ในจอกไปพรมบริเวณรูป เอานิ้วจุ่มลงไปในขวดน้ำมันอะไรสักอย่างแล้วลากนิ้วเป็นรูปกางเขนไปมาบนรูป พร้อมกับท่องบทสวดอะไรสักอย่างเป็นภาษาละตินเร็วปร๋อ ผมฟังไม่ออกหรอก มีแต่ เฮสซุส กับ คลาร่าที่พอจะฟังรู้เรื่อง ….ก็เป็นอะไรประมาณ ในนามของพระผู้เป็นเจ้า ข้าขอสั่งให้สิ่งที่ชั่วร้ายในภาพนี้กลับสู่นรก …. วนไปวนมา  ก็ไม่มีอะไรผิดปรกตินะ นอกจากมีจังหวะที่จอล้มเป็นภาพสีแดง ๆ เขียว ๆ ในบางครั้ง เหมือนเวลาเราเอามือไปกดจอแรง ๆ …. ระบบการจ่ายไฟของกล้องอาจจะไม่ดี ทำให้จอเกิดอาการ flickering

…..หลังจากได้คำตอบที่น่าพอใจ ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกลับเข้าไปทำหน้าที่ของตัวเองภายในบริเวณร้านอาหารต่อ

กลางเดือนธันวาคม ตอนนี้ผมทำงานที่นี่มาครบ 5 เดือนแล้ว หลังจากพิธีคราวนั้น บรรยากาศในร้านดีขึ้นเยอะ … ไม่มีรายงานการพบเห็นพวกเด็ก ๆ หรือผู้หญิงตัวสูงติดต่อกันมา 2 สัปดาห์แล้ว จากที่เคยมีคนเห็นกัน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์แบบสุ่ม ๆ

หน้าหนาวที่นี่พวกเราจะต้องปรับเวลากันนิดหน่อยเพื่อชดเชยปริมาณแสงอาทิตย์ ตอนนี้ 4โมงเย็นที่นี่จะมืดตื๋อเหมือน 3 ทุ่มเลยทีเดียว

ผมมาถึงร้านตอน 4 โมงเย็นตามปรกติเพื่อจะเตรียมตัวเซ็ทอัพพื้นที่ทำงานให้พร้อมออกอาหารตอน 5 โมง

…. ทีนี้อย่างที่ผมบอก เวลาเราเห็นอะไรเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กันทุกวัน โดยที่คนอื่น ๆ รอบตัวเราก็ทำอะไรเดิม ๆ ซ้ำกันทุกวัน

มาริปั่นน้ำแข็งอยู่ในมุมหลังสุดของบาร์

คลาร่ากำลังจัดโต๊ะ

มิเชลกำลังกรอกน้ำใส่เหยือกน้ำดื่ม

เฮสซุสกำลังตั้งหม้อซุปและอุ่นเตาอบ

อาร์มันโดกำลังสาละวนอยู่กับกองจานจากรอบเช้า

คุณคิมกำลังไล่ดูรายการจองโต๊ะ

มันทำให้ผมไม่แน่ใจว่าภาพที่เห็นมันเป็นภาพที่เกิดขึ้นวันนี้ หรือเมื่อวาน หรือเมื่อไหร่กันแน่

เอาจริง ๆ นะ ผมไม่ได้ใส่ใจหรอก… ต่างคนก็ต่างทำงานส่วนของตัวเองไป

4:07pm

‘ นี่ ๆ มิเชล ชั้นจะลงไปเอาวิสกี้ในสตอค ลงมาเป็นเพื่อนกันหน่อยสิ’ มาริมาเรียกมิเชลให้ลงไปเป็นเพื่อนที่ห้องใต้ดิน

ถึงสถานการณ์จะดีขึ้นมาก แต่เราก็ยังตกลงกันว่าจะยังคงปฏิบัติตามกฏเดิมกันไปก่อน

‘ เอาสิ แต่เดี๋ยวชั้นขอกรอกน้ำให้เสร็จก่อนนะ’ มิเชลซึ่งกำลังต้องการไวน์ขึ้นมาสตอคเพิ่มในตู้เก็บไวน์เล็กด้านบน เลยตอบตกลง

‘ งั้นชั้นลงไปก่อนนะ รีบตามลงมาล่ะ’ มาริทำท่าจะไม่รอ

‘เดี๋ยวสิมาริ อย่าลงไปคนเดียว’ ….เธอตะโกนไล่หลังมาริซึ่งผลุบหายลงไปชั้นใต้ดิน ที่ตอนนี้วางระบบไฟฟ้าใหม่แล้วเมื่อต้นเดือน ตอนนี้ข้างล่างสว่างยังกะกลางวันเลยล่ะ

พอลงไปถึงห้องเก็บไวน์ เธอกลับพบว่ามาริกำลังนั่งยอง ๆ เอามือปิดหน้าร้องไห้อยู่ที่มุมห้อง

‘มาริจังเป็นอะไร’ มิเชลเข้าไปนั่งข้าง ๆ แตะไหล่เธอเพื่อพยายามปลอบ

‘ฮื่อออออ ฮื่อออออ’ มาริจังไม่ตอบเอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้น

‘ มีอะไรเกิดขึ้น ใครทำอะไรเธอ บอกมานะ ถ้าช่วยได้ชั้นจะช่วย’

‘ ฮื้อออออออออออออ!!! ‘ มาริลากเสียงร้องยาวขึ้นไปอีก

‘ งั้นชั้นขึ้นไปก่อนนะยังกรอกน้ำค้างไว้ ดีขึ้นแล้วรีบตามขึ้นมาละกันนะ’ ปล่อยเธอให้ระบายสักพักก็ดี ….เดี๋ยวดีขึ้นแล้วคงตามขึ้นมาเอง

‘ ฮึ่กกก ฮึ่กกกก ฮืออออ’

‘ ฮื่ออออ’

‘ ฮื่ออ’

…..

…..

4:12pm

มาริเป็นพนักงานที่นี่มานานแล้ว ร่วม ๆ 30 ปีได้ เธอเข้ามาทำงานตอนเธออายุ 24 แปบว่าตอนนี้เธออายุ 54 ปีแล้ว แต่เธอยังคงแต่งตัวเหมือนวันแรกที่เธอมาทำงาน ย้อมผมเป็นสีส้ม ทาตาสีฟ้า ปัดแก้มสีชมพู มัดผมแกะสองข้างไว้ตรงขมับ….

‘โอฮาโยะ โกไซมัสสสสจ้า ทุกคนนน!!!’ เธอทักทายในสไตล์ของเธอทันทีที่พ้นประตูร้านเข้ามา…ขอโทษนะทุกคน วันนี้มีปิดถนนตรงแถวบ้าน ชั้นเลยต้องไปอ้อมนิดหน่อย ทำเอารถติดยาวเลยล่ะ ….

หลังเอาของไปเก็บในล็อคเกอร์ เธอก็เดินมาตามคลาร่า … ‘ นี่ ๆ คลาร่า ชั้นจะลงไปเอาวิสกี้ในสตอค ลงมาเป็นเพื่อนกันหน่อยสิ ‘

‘ มิเชลเพิ่งลงไปเมื่อกี๊ ยังไม่ขึ้นมาเลย  เธอตามลงไปสิ ชั้นยุ่งอยู่’

‘ เอ๋…. มิเชลนี่ไม่น่ารักเลยนะ ทำไมลงไปคนเดียว เห็นว่าพอมีไฟสว่างแล้วจะทำยังงั้นไม่ได้นะ’

มาริเลยรีบวิ่งลงไปทางบันไดห้องใต้ดิน เจอกลับมิเชลที่กำลังเดินสวนขึ้นมาพอดี

‘ โอฮาโยะ โกไซมัสสจ้า มิเชล’ เธอทักมิเชลอีกรอบตามสไตล์ของเธอ

แต่แทนที่มิเชลจะเซย์ เฮลโลตอบ เธอกลับลืมตากว้าง และหันขวับกลับไปยังห้องเก็บไวน์ที่อยู่สุดทางเดิน

มาริจังยังคงนั่งยอง ๆ ที่ปากประตู ….เปิดหน้า ยิ้มแฉ่งอยู่

…..

หลังจากปฐมพยาบาลเธอจนฟื้น และฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเธอ ….เธอลาออกในวันนั้นเลย

…..

‘ วันนี้กูว่ากูเห็นมาริมายืนปั่นน้ำแข็งแล้วนะ ….แต่ช่างเถอะ กูเข้าร้านมาทุกวันก็เจอเธออยู่ตรงนั้นทุกวัน เลยไม่แน่ใจว่าวันนี้เห็นเธอไปรึยัง’

‘ ยังแน่นอน’ ไอ้เฮสซุสมันล้างมือเสร็จมันก็เอาน้ำมาสะบัดใส่หน้าผม

‘ เล่นบ้าอะไรวะเนี่ย’

‘ วันนั้นถ่มน้ำลายใส่หน้ากู’

‘ บ้าแล้ว กูไปทำอย่างนั้นตอนไหน’

‘ วันที่กูเงยหน้าที่ห้องใต้ดิน กูนึกว่าท่อรั่วจนน้ำหยดจากเพดาน …. มันเป็นรีแอคชั่นของคนเราน่ะ อะไรหยดใส่ก็ต้องรีบหันไปมองใช่มะ…พอกูเงยหน้าขึ้นไป กูเห็นตัวอะไรก็ตาม ที่หน้าเหมือนเด๊ะ โผล่แต่หัวออกมาจากเพดานถ่มน้ำลายใส่หน้ากู แล้วก็ยิ้มแฉ่งอยู่ ‘

SS 1 : ep 7 The End of The Beginning

——————————————————————————

เชฟ ‘ลี’ เป็นเชฟชาวเกาหลี อายุมากกว่าผมแค่หนึ่งปี แต่เก่งเลยล่ะ เป็นหัวหน้างานผมสมัยยังตะลอนทำงานให้บริษัทในเครือของเชฟโมริโมโต้ เราจะไปตามเมืองต่าง ๆ ที่ทางบริษัทต้องการไปเปิดสาขา เซ๋ตอัพรูปแบบการทำงาน เทรนพนักงาน แล้วก็เดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ ต่อไป …. ผมทำงานอยู่กับเชฟลีสักพักก่อนที่จะเจอกับภรรยา แล้วก็ตัดสินใจแต่งงาน เลยเป็นอันต้องลงหลักปักฐาน ตอนปลายปี เรามีโอกาสได้เจอกันนิดหน่อยตอนที่แกกลับมาอพาร์ทเมนท์ที่แกเช่าทิ้งไว้ที่โคเรียทาวน์ช่วงคริสมาสต์ แกเลยบอกให้ผมช่วยหาคอนโดให้แกหน่อย เพราะแกต้องเดินทางบ่อย ไม่สะดวกเวลาพวกนายหน้ามันนัดดูสถานที่ ….เห็นแก่ที่แกเคยช่วยสอนงานผมมาเยอะ ผมเลยตอบตกลงรับปากไป…..

เหตุการณ์ในห้องใต้ดินปลายปีก่อน เป็นเหตุการณ์สุดท้ายที่คนในโรงแรมเจอกับสิ่งลี้ลับ เหมือนกับว่าอยู่ดี ๆ ทุกสิ่งก็กลับมาเป็นปรกติ ไม่มีอะไรโผล่ออกมาให้เห็นตอนกลางคืน ไม่มีเสียงประหลาด ๆ ไม่มีใครเขย่าประตูจากห้องเก็บของที่ถูกล็อคไว้จากด้านนอก เหมือนกับว่าดีดนิ้วแล้วทุกอย่างก็อันตรธานหายไป…

‘บาทหลวงพวกนั้นน่าจะทำพิธีสำเร็จ เหตุการณ์ที่มิเชลเจอคงเป็นเหมือนแรงดิ้นเฮือกสุดท้ายของมันก่อนที่มันจะสลายไปง…..คุณคิมสันนิษฐาน…..

หลังปีใหม่ นายหญิงพาสามีใหม่ชาวเกาหลี ที่อายุอ่อนกว่าเธอร่วม ๆ 10 ปีได้ มาเปิดตัวว่าต่อไปนี้ ผู้ชายคนนี้จะเป็น CEO คนใหม่ของโรงแรม

CEO คนใหม่ประเดิมโปรเจคแรกด้วยการ ลดวันทำการของร้านอาหาร

‘ เมื่อผมได้ดูรายงานจากฝ่ายบัญชีตลอดสองปีหลังแล้ว พบว่าร้านอาหารเป็นส่วนที่ทำกำไรได้น้อยมาก และอย่างที่ทุกคนทราบกัน โรงแรมเราได้เปิดให้บริการมากว่า 30 ปี เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในโรงแรมเสื่อมโทรม เราจำเป็นต้องผันงบจากส่วนที่ทำกำไรได้น้อยที่สุด เพื่อไปปรับปรุงส่วนห้องพัก ทางโรงแรมจึงอยากจะแจ้งให้ทราบว่า เราจะทำการตัดวันเปิดทำการของร้านในวันที่มีลูกค้าน้อย โดยจะคงเหลือไว้แค่ คืนวันศุกร์ และ วันเสาร์ ที่เรายังจะเปิดให้บริการตามปรกติ’

‘ เหอะ ๆ ๆ จะหั่นเอาค่าแรงพวกไปไล่ปรับปรุงหัองพัก ‘ … ผมนั่งขำอยู่ในใจ

‘ แต่คุณคะ กิจการที่คุณท่านสร้างมามันมาในรูปแบบของแพคเกจ แขกที่มาพักที่โรงแรมเรานอกจากคนที่มาใช้บริการสวนสนุกแล้ว ยังมีพวกทีมโปรดัคชั่นของสตูดิโอหนังที่มาจากรัฐต่าง ๆ คนพวกนี้เป็นเสมือนผู้สนับสนุนประจำของเราตลอดมา เวลาเมื่อเค้ามาพักที่โรงแรม เค้าจะเดินลงมาใช้บริการที่เลาจน์ ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนั่งแท็กซี่ออกไปใช้บริการร้านอาหารที่อื่น ถ้าคุณตัดชั่วโมงของร้านอาหารในวันธรรมดาออกไป ซึ่งเป็นวันที่แขกพวกนั้นจะมาประชุมและเข้าพัก เราจะเหลือแค่ลูกค้ากลุ่มเดียวคือลูกค้าช่วงสุดสัปดาห์ของสวนสนุกนะคะ ในระยะยาวชั้นไม่คิดว่าแผนนี้จะเป็นผลดีค่ะ’ ….

มารินี่รักโรงแรมจริง ๆ แฮะ … แต่ก็แหงล่ะ อยู่ที่นี่มาตั้งนาน

‘ คุณมาริคะ นี่ไม่ใช่การประชุมเพื่อขอความคิดเห็นจากพนักงานค่ะ เราแค่มาแจ้งให้ทราบ ทางทีมผู้บริหารได้ตัดสินใจกันมาแล้ว’ …. ถ้าลองนายหญิงเปิดปากแบบนี้ เป็นอันว่าทุกคนก็ต้องเงียบ…..

‘ ยังไม่ทันถอดชุดไว้ทุกข์เลย พาผัวใหม่เข้ามาแล้ว’ …คลาร่าเริ่มตั้งต้นนินทา

‘ แหม เค้าก็พากันเข้ามาตั้งแต่ตอนคุณท่านยังป่วยอยู่เถอะ’ … คุณคิมซึ่งมีวงในอยู่ในฝ่ายบริหารนิดหน่อยสมทบขึ้นมาบ้าง

ผมหันไปดูตอนนี้เหมือนมาริเธอจะน้ำตาซึม ๆ ….ผมดันเพิ่งเข้ามาทำงานเลยไม่อินอะไรกับเค้าแฮะ

‘ แล้วมาริจังจะเอายังไงต่อล่ะ’ ผมถามมาริด้วยความเป็นห่วง

‘ ชั้นอายุมากแล้ว จะไปสมัครเป็นบาร์เทนเดอร์ที่ไหนก็คงยากแล้วน่ะ คงคิดว่าจะกลับญี่ปุ่น หรือไม่ก็อาจจะไปทำงานร้านราเมงของเพื่อนแถว ๆ บ้านอีกสักพักแล้วดูว่าจะทำยังไงต่อ…. แล้วเธอล่ะ’

‘ อืม ที่จริงต่อให้ไม่ถูกตัดชั่วโมงการทำงานผมก็คงจะอยู่ที่นี่อีกไม่นานนะ ผมเพิ่งได้สัญญาร้านที่โอเรกอนมาน่ะ คงจะขึ้นไปเริ่มกิจการของตัวเอง’

‘ ว๊ายย เก๋ ถ้าอยากได้บาร์เทนเดอร์อย่าลืมตามชั้นขึ้นไปทำงานด้วยนะ’

‘ เฮ้อ ผมคงจะคิดถึงทุกคนแย่เลยนะ ที่จริงผมก็มาทำงานที่นี่ได้แป๊บเดียว แต่ดันเป็นช่วงที่เราเจออะไรกันเยอะจริง ๆ’

คืนนั้นเราเดินข้ามถนนมาเอารถที่จอดไว้ฝั่งตรงข้าม งานก่อสร้างที่นี่เสร็จแล้ว เป็นคอนโดมิเนียมไสตล์โมเดิร์นสูง 4 ชั้น ดูดีเลยทีเดียว รึผมจะลองถามราคาห้องที่นี่ให้คุณลีดีนะ….

ด้วยราคา $280,000 เชฟลีตกลงซื้อคอนโดมีเนียมที่อยู่ตรงข้ามกับโรงแรม ด้วยเงินสดก้อนเดียว…. แกรวยน่าดูเลยแหละ เพราะตอนแกเดินทางบ่อย ๆ ค่าใช้จ่ายแกเบิกทางบริษัทได้ตลอด เงินเดือนออกมาแกเลยเก็บเรียบ และย้ายเข้าไปอยู่ตอนต้นเดือนมีนาคม….เชฟลีเลือกห้องสวีทชั้นบนสุดทางฝั่งทิศใต้ซึ่งหันหน้าเข้าโรงแรม มีฉากหลังไกลออกไปเป็นภูเขาและมีปราสาทแฮรี่พอทเตอร์อยู่ด้านบน ….

‘ ตกลงจะย้ายมาอยู่ที่แอลเอถาวรเลยใช่มั๊ยครับเนี่ย’ …ผมถามเชฟลีตอนที่แกโทรมาขอบคุณเรื่องแนะนำคอนโดฯให้

‘ อืม … ผมขอบริษัทส่งผมมาประจำอยู่ที่นี่น่ะ ขี้เกียจเดินทางแล้ว …. ขอบคุณมากที่เป็นธุระให้นะ …. ถ้าไม่รบกวนจนเกินไปช่วยแนะนำสาวไทยให้ผมอีกสักคนสิ … ผู้หญิงเกาหลีผมจีบไม่ไหว รวยไม่พอ’

‘ แหม่ … เอาเป็นว่าถ้ามีเดี๋ยวผมจะติดต่อให้นะครับ’

‘ โชคดีกับการเดินทางขึ้นไปที่โอเรกอนนะครับ …. ขอให้ร้านขายดิบขายดี’

‘ ครับผม ขอบคุณมาก’……

วันสุดท้ายของการทำงานกับโรงแรมตอนปลายเดือนมีนาคม ผมต้องเดินเอากุญแจไปคืนที่ฟรอนท์เดสค์

ผมทนทำงานที่โรงแรมต่อมาอีก 2-3 เดือน… ดีกว่าอยู่บ้านเปล่า ๆ และขี้เกียจไปสมัครงานใหม่ … ถึงไปทำงานที่ใหม่ อีก 2-3 เดือนผมก็ต้องออกอยู่ดี….

‘ ผมได้ข่าวว่าคุณจะขึ้นไปทางเหนือ ขอให้โชคดีในการเดินทางนะครับ’ ลุงเคลวินที่นั่งอยู่ตรงหน้าลอบบี้ทักทายผมขณะที่กำลังจะเดินไปเอารถ

‘ อ้อ ครับขอบคุณมาก’ ….. ผมตอบลุงแกแล้วหันไปโบกมือทักทายเชฟลีที่ออกมาสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับล็อบบี้พอดี

‘ อ้าวคุณก็เป็นพวกที่เห็นเหมือนกันเหรอครับ’ ลุงเคลวินแกถามคำถามอะไรแปลก ๆ กับผม

‘ เห็นอะไรครับ’

‘ ก็พวกที่เค้าย้ายมาอยู่ที่โรงแรมน่ะครับ … คือถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกคุณจะอยู่ในกลุ่มที่มองไม่เห็นพวกเค้านี่ครับ กับพวก คุณไอยาน่า มาริ คลาร่า คาร์ลอส’ … แกเห็นผมยังทำหน้างง…. ‘ ผมหมายถึงเห็นผีที่โรงแรมเมื่อปีก่อนน่ะครับ’

‘ ใช่ครับ ผมไม่เคยเจอ มีแต่พวกคนอื่นเค้าเจอกัน… แล้วทำไมคุณถึงคิดว่าผมเห็นล่ะครับ’

‘ อ้าว ผมก็ไม่รู้ เห็นคุณโบกมือให้เธอ คิดว่าทักทายเพราะคิดถึง’

ไอ้สัสสลุง… ‘เธอไหนครับ… ผมโบกมือทักเพื่อนผม เค้าอยู่ที่คอนโดฝั่งตรงข้าม’

‘ The Tall Lady ของเราไงครับ เนี่ยเธอยืนหันหลังอยู่ตรงระเบียงชั้น 2 ฝั่งโน้น … รึว่าหันหน้าก็ไม่รู้นะครับ ฮ่า ๆๆๆ’

….ลุงเคลวินเห็นผมยังยืนงง ๆ อยู่ แกเลยช่วยอธิบายต่อ

‘ โอเค….คุณคงจะยังไม่รู้ ….คือตึกฝั่งตรงข้ามเราเนี่ยครับ เคยเป็นโรงพยาบาล …ก็โรงพยาบาลทั่วไปน่ะครับ ทีนี้เค้าเลิกกิจการไปเมื่อราว ๆ 40 ปีก่อน แต่โครงสร้างมันยังใช้ได้อยู่ ทางบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เค้าเลยมาซื้อที่ดิน พร้อมโครงสร้างบางส่วนที่ยังใช้งานได้ แล้วสร้างเป็นคอนโดมีเนียม ทีนี้ระหว่างที่ก่อสร้าง ทั้งคน ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ  สว่านเอย เลื่อยไฟฟ้าเอย ปืนยิงตะปูเอย โครมคราม ๆ กันทั้งวันทั้งคืน พวกนี้เค้าไม่ชอบเสียงดัง ๆ น่ะครับ หรือเสียงหวีดแหลม ๆ แบบเสียงเลื่อยไฟฟ้าอะไรพวกนั้นน่ะครับ ภรรยาผมเป็นคนจีน เธอก็จุดประทัดไล่อะไรพวกนี้ประจำ …. ก็นั่นแหละครับ เค้าเลยมาขอพักอยู่ฝั่งโรงแรมแค่ชั่วคราว ตอนที่งานก่อสร้างเร่งโอทีกลางคืนด้วย พองานก่อสร้างเสร็จเค้าก็ย้ายกลับไปกัน….เพื่อนคุณอยู่ที่นั่นเหรอครับ …. น่าจะโอเคนะ… คุณก็รู้ว่าพวกนั้นเค้าไม่รบกวนคนที่มาเป็นลูกค้า….’

………จนป่านนี้ผมก็ยังไม่ได้บอกเชฟลีว่าตึกฝั่งเค้ามีอะไร …. แต่ผมผมคิดว่าน่าจะโอเค เชฟลีเค้าอาจจะเป็นพวกที่ไม่เห็นผีเหมือนผมก็ได้มั๊ง………….จบ…………..

โรงแรมนั้นปัจจุบันอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอย่างถึงที่สุด จากที่เคยคิดค่าที่พักคืนละ $180 ลงมาเหลืออยู่ แค่คืนละ $35 สวนหย่อมไม่มีการดูแลกลายเป็นกอหญ้ารกร้าง ฝั่งร้านอาหารปิดถาวร ไม่มีการให้บริการอีกต่อไปไม่ว่าจะเป็นวันไหน วอลเปเปอร์บนผนังลอกออกมาเป็นแผ่น ๆ มีทั้งคราบเลือดบนพรม บนผนัง ท่อน้ำขึ้นสนิม สระว่ายน้ำมีแต่ตะไคร่เขียวลอยอยู่เต็มพื้นที่

มีการพยายามจะขายที่ดินผืนนั้นในราคา $160ล้าน แต่เจ้าของได้เอาเข้าทรัสต์ไว้ก่อนตาย แปลว่าที่ดินผืนนั้นจะขายไม่ได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ

ล่าสุดผมกลับไปอ่านรีวิว เริ่มมีลูกค้าร้องเรียนว่าพวกเค้าได้ยินเสียงคนวิ่งบนราวเสตนเลสหน้าห้องตลอดทั้งคืน

ใครทีชอบอ่านเรื่องผี แล้วต้องมีข้อสรุป

อย่าไปถือเอาคำตอบของไอ้ลุงเป็นข้อสรุปนะ ไม่ยังงั้นมันจะมีคำถามต่อมาอีก ซึ่งกูตอบไม่ได้ เพราะสิ่งที่ลุงพูดมาคือข้อสันนิษฐาน แต่แค่มันเป็นข้อมูลสุดท้ายที่กูได้รับก่อนจะออกมาจากตรงนั้น

จุดกำเนิดมันอาจจะอยู่ที่โรงแรมแล้วโดนไล่ไปอยู่ฝั่งโน้นก็ได้ สถานที่มันเคยเป็นโรงพยาบาลจริง ๆ แต่ลุงมันอาจจะโมเมเอาเองว่าผีมาจากโรงพยาบาล ดังนั้นอยากจะให้ผีมีที่มาที่ไปอย่างไรเชิญวิเคราะห์กันตามสบาย ถือซะว่าเรื่องเล่ามันเป็นข้อมูลดิบ

– ใครสักคนพาเข้ามา-ย้ายไปอยู่ฝั่งตรงข้าม

– ออกมาจากรูป-ย้ายไปอยู่ฝั่งตรงข้าม

– มาจากฝั่งตรงข้าม- ย้ายมาอยู่ในโรงแรม – ย้ายกลับ

– ฝั่งตรงข้ามอาจจะเคยเป็น/ไม่เป็นโรงพยายาล(ลุงยิ้มมั่ว)

มันออกได้หลายหน้า…..ถ้ามาถามนี่ตอบได้คำเดียวว่ากูก็รู้แค่ที่กูเล่า ….บรัยยยย

ขอบคุณเรื่องงจากผู้ใช้ Facebook Pisek Sanitthangkoon Original version 

Previous articleยุติการเผยแพร่
Next articleยุติการเผยแพร่