ย่าถา ผู้อัตคัดแร้นแค้น

ย่าถา
ย่าถา

คำว่า ย่า ในภาษาล้านนาไม่ได้หมายถึงหญิงชราที่เป็นแม่ของพ่อแต่อย่างใด แต่คำๆนี้ใช้เรียกนำหน้าชื่อของผู้หญิงโดยทั่วไป เช่น ย่าดี ย่าสม เป็นต้น

กล่าวย้อนหลังไปราวเจ็ดสิบกว่าปีก่อน ย่าถา เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาๆ ในอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ฐานะครอบครัวของเธอค่อนข้างอัตคัดแร้นแค้น ปากไหม้ไส้หมองลำบากเรื่องปากท้องอยู่ชั่วนาตาปี

ถึงกระนั้นเธอก็ยังตั้งใจเลี้ยงแม่ที่ชราและลูกน้อยอย่างอดทน สามชีวิตอาศัยอยู่ในเรือนมุงคาที่เต็มไปด้วยรอยรั่ว ทั้งเสาเรือนก็โย้เย้ใกล้จะพังเต็มที

หลายครั้งที่กับข้าวมีไม่พอกิน เธอจึงให้แม่กับลูกน้อยกินข้าวกันก่อน เมื่อลูกถามว่าทำไมไม่กินพร้อมกัน ก็ได้แต่ตอบไปว่า

“แม่ยังไม่หิว ลูกกินก่อนเถิด”

เมื่อทั้งสองคนอิ่มแล้ว เธอจึงค่อยไปแอบกินข้าวกับตำปลาแห้งป่นที่เหลือติดก้นถ้วยเท่าปลายก้อยอยู่เงียบๆคนเดียว แต่เหมือนความโชคร้ายยังซ้ำเติมไม่พอ

ในวันหนึ่ง แม่ของเธอได้เสียชีวิตลง ย่าถาทุกข์ร้อนใจอย่างเป็นที่สุด เพราะไม่มีเงินจัดงานให้แม่เลย ทุกอย่างจึงอาศัยเพียงข้าวบ้านเหนือเกลือบ้านใต้ของเพื่อนบ้านไปตามมีตามเกิดเท่านั้น

ในขณะที่ศพของแม่ยังคาเรือนอยู่นั้นเอง ลูกของเธอก็ล้มป่วยลงอย่างกระทันหัน เธอจึงมืดแปดด้าน ลำพังเงินจะจัดงานก็ไม่มีอยู่แล้ว นี่ลูกยังจะมาล้มป่วยนอนยาวลงอีกคน

ชีวิตกูเอ๋ย กูจะทำอย่างไรดี

เงินที่เก็บหอมรอมริบ ก็พอจะซื้อยาแก้ไข้ได้แค่ซองเดียวเท่านั้น หมดจากนี้ไปคือหมดแล้ว หมดจริงๆ ตัดสินใจเดินไปซื้อยาแก้ไข้ให้ลูก ขอลูกกูหายอย่างเดียวก็เป็นพอ อย่างอื่นมันจะเป็นอะไรต่อไปก็ช่างมัน

ระหว่างเดินบนถนนเลียบริมน้ำ ซองยายังกำแน่นในมือ น้ำตาแห่งความอัดอั้นก็ล้นหลั่งพรั่งพรูอาบสองแก้ม หัวอกตีบตัน สังเวชในโชคชะตาของตัวเองนัก เวลานี้ใครหนอจะทุกข์เท่ากู ใครหนอจะลำบากกว่ากู

หมดทั้งบ้านนี้ไม่มีใครอีกแล้ว สะอึกสะอื้นร้องไห้โฮๆ แล้วก็โผร่างลงวังน้ำปิงตรงหน้าวัดนั้นเอง

ข่าวการตายของย่าถาสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนเป็นอันมาก ย่าถาหนีชีวิตที่ทุกข์ยาก ปล่อยให้ลูกกำพร้าแม่ผจญชีวิตอยู่กับญาติแต่เพียงลำพัง ส่วนศพของแม่ย่าถา ชาวบ้านคงช่วยกันจัดการไปตามสภาพ

หลังจากย่าถาเสียชีวิตได้ไม่นาน ในยามเย็นวันหนึ่ง สามเณรน้อยกำลังเดินทางกลับวัดบนถนนเลียบน้ำปิง พอถึงตรงท่าวัด ก็มีลมพัดวูบผ่านหน้า คล้ายคนวิ่งผ่านเร็วๆ เสียงฝีเท้าวิ่งดังตึกๆแล้วกระโจนลงน้ำดังตูม ทั้งหมดมีแค่เสียง แต่ไม่เห็นอะไรเลย 

นั่นเป็นเหตุการณ์หนึ่งในหลายๆครั้ง ที่ผีย่าถาสำแดงฤทธิ์เดชให้ได้รู้กัน และอีกเหตุการณ์ที่เป็นที่กล่าวถึงไม่แพ้กันคือ พ่อหนานคนยองลำพูนมาพักภาวนาที่วัด พ่อหนานเลือกเอาหน้าวัดเป็นที่นั่งภาวนากลางคืน และในกลางดึกคืนนั้น ขณะที่นั่งภาวนาอยู่นั่นเอง ก็ได้ยินเสียงคนวิ่งไปตรงท่าน้ำแล้วกระโดดดังตูม

แถมตามมาด้วยเสียงสำลักน้ำเหมือนคนใกล้จะจม แล้วก็เงียบหายไป

“แล้วตาคิดว่าแกจะไปเกิดหรือยัง”

“อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน มันนานมาแล้ว เดาว่าน่าจะไปเกิดแล้วนะ”

พ่อเฒ่าอดีตสามเณรในวันนั้น เล่าไปก็นึกทบทวนเหตุการณ์ไปพลาง การหนีทุกข์ด้วยความตาย คงไม่ใช่คำตอบที่ดี 

ความตายอาจช่วยให้หยุดจากภาระทางโลกได้ แต่หลังจากนั้นก็ต้องรับวิบากกรรมแห่งการฆ่าตัวตายไปอีกนานแสนนาน

ถ้าว่ากันตามความเชื่อคือ ฆ่าตัวตายอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้นซ้ำๆไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดกรรม ฆ่าตัวตายทุกข์แป๊บเดียวก็จบ แต่หลังจากเป็นผีแล้ว ก็ต้องทุกข์แบบคนกำลังจะตายแต่ตายไม่ได้อยู่ตลอดเวลา อย่างไหนจะทรมานกว่ากัน เรื่องนี้คงเป็นอุทาหรณ์ได้เป็นอย่างดี

กุศลใดอันเกิดจากการเผยแพร่เรื่องนี้เป็นธรรมทาน ขออุทิศส่วนกุศลนั้นให้แก่ดวงวิญญาณของย่าถาด้วยเทอญ

ที่มาสมาชิกพันทิปหมายเลข 1001408

Previous articleผีฟ้าที่บ้านเพื่อน
Next articleยุติการเผยแพร่