Home คลังหลอน โรงแรมลึกลับ “มะตูม” ขนลุกไม่หาย เจอผีตามกลับบ้าน

โรงแรมลึกลับ “มะตูม” ขนลุกไม่หาย เจอผีตามกลับบ้าน

โรงแรมลึกลับ “มะตูม” ขนลุกไม่หาย เจอผีตามกลับบ้าน
โรงแรมลึกลับ

วันนี้เรามาอ่านเรื่องสยองขวัญประสบการณ์ตรงของดารากันบ้างครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของดีเจมะตูม ที่มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ The Shock TV ดีเจมะตูมมเป็นดาราอีกคนหนึ่งที่คลุกคลีกับคนที่เจอเรื่องลีลับพวกนี้บ่อยมาก และแต่ละเรื่องสุด ๆ ทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องนี้ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ดีเจมะตูมเล่าให้ฟังว่า 

ต้องบอกก่อนว่าแฟนเก่าของมะตูมนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณ แต่หลังจากที่เขาได้ไปทำพิธีเบิกเนตร ซึ่งตอนนั้นแฟนเก่ามะตูมบอกว่าดวงเขาจะถึงคาด เขาเลยต้องไปทำ แล้วหลังจากนั้นมาแฟนเก่าก็จะเล่าให้ฟังตลอดว่า จะพบ จะเจอและได้เห็นสิ่งเร้นลับ เจอคนที่ไม่น่าจะเหมือนคน หลายๆครั้งตอนแรกๆที่เราคบกัน เวลาเดินไปไหนมาไหน เขาก็จะบอกกับมะตูมว่า ตูม ให้มาหลบอยู่ตรงนี้ หรือว่า ตูม อย่าเข้าไปตรงนั้น ซึ่งมะตูมก็สงสัยว่าทำไม แฟนก็มักจะบอกว่าเดี๋ยวค่อยเล่า ๆ จะเป็นแบบนี้อยู่ตลอด แต่ตัวมะตูมเองไม่เชื่อ แต่พอเกิดเรื่องที่เชียงใหม่ ทำให้ทัศนคติของมะตูมนั้นเปลี่ยนไปเลย 

ตอนนั้นมะตูมพึ่งคบกับแฟนแรกๆ คบกันได้ไม่ถึงเดือน เราทั้งคู่ก็ได้ขับรถไปเชียงใหม่ ซึ่งแฟนเป็นคนขับ ส่วนมะตูมก็นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ก็ขับกันไปเรื่อยๆ ถึงเชียงใหม่ประมาณ 17:00 น เรา (ดีเจมะตูมแทนตัวเองว่าเรา) ก็ได้เข้าพักแถมโรงแรมแถว มอเชียงใหม่ หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จ เวลา 22.00 เรารู้สึกหิว อยากออกไปหาอะไรกินข้างนอก เคยได้ยินว่า แถวคูเมืองจะมีร้านเด็ดร้านดังอยู่เยอะ  ก็เลยให้แฟนขับรถไปหาอะไรกินแถวคูเมือง จนไปเจอร้านจิ้มจุ่ม เราทั้งคู่ก็นั่งกินกันอยู่พักนึง แล้วแฟนพูดอะไรออกมาไม่รู้ ทำให้เรากับแฟนทะเลาะกันแรงมาก จากที่นั่งกินกันอยู่ เราจำได้ว่าตัวเองนั้นปาช้อนใส่แฟน แล้วลุกขึ้นเดินออกไปเลย ไม่กินต่อ แฟนก็รีบเช็คบิลทันทีเช่นกัน 

ตอนนั้นแฟนโกรธเรามาก หลังจากเช็คบิลเสร็จแล้ว แฟนก็ได้เดินมาแล้วกระชากแขนเรา “ใจเย็นๆดิ ค่อยคุยกันก่อน” เราก็บอกกับแฟนว่า ไม่ แล้วก็สะบัดแขนทิ้ง เดินขึ้นไปนั่งกอดอกอยู่ในรถ แฟนของเราก็ตามขึ้นรถมา แล้วก็พูดว่า “ จะคุยดีๆกับผมไหมเนี่ย” เราก็บอกว่า “กูไม่คุย” ด้วยความโกรธแฟนของเราก็บอกว่า “ ได้!! มึงไม่คุยใช่ไหม” แล้วก็ขับรถออกจากร้านจิ้มจุ่มด้วยความเร็ว ขณะที่รถแล่นอยู่นั่นเราบ่นโวยวายร้องไห้ไม่หยุด นั่นก็ทำให้แฟนของเราโมโห พอยิ่งโมโหก็ยิ่งเหยียบคันเร่งแรงขึ้น  

แต่ทางที่แฟนขับรถไปนั่น มันไม่ใช่ทางที่กลับไปยังโรงแรมที่เราพักกัน แต่มันเป็นทางที่ขับออกไปนอกจังหวัด ขับไปเรื่อยๆท้องฟ้าเริ่มมืด บรรยากาศเริ่มเงียบ ตอนนั้นเราเริ่มกลัว แต่ก็ยังงอนแฟนอยู่ ไม่คุยด้วย แล้วเราก็รู้ว่าแฟนนั้น น่าจะหลงทาง เพราะเขาเริ่มมองหาป้ายบอกทาง แต่มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นแม้แต่ป้ายเดียว จนไม่รู้ว่าจะไปทางไหน พลั้นจะกลับรถไปที่โรงแรมก็ออกมาไกลจากตัวจังหวัดแล้ว

ขับไปได้สักพักก็บังเอิญเห็นป้ายข้างทางเขียนว่า บริการห้องพัก 24 ชั่วโมง ลักษณะของที่พักนั้น จะมีป้อม รปภ. อยู่ด้านหน้า พอขับเข้าไปจะเป็นลานวงกลมกว้าง ๆ แล้วก็มีห้องเรียงกันเหมือนคอกม้า คล้ายๆกับม่านรูด มีด้วยกันทั้งหมด 5 ห้อง ทุกห้องถูกเปิดผ้าม่านไว้เป็นสัญลักษณ์บอกว่าว่างหมดทุกห้อง หลังจากผ่านป้อมเข้ามาแล้ว แฟนก็ขับตรงเข้าห้องหมายเลข 3 เลย 

ตัวเราเองนั้นรู้ว่าเป็นม่านรูด จึงไม่กล้าเดินเสนอหน้าออกไป จึงให้แฟนลงไปเคลียร์เรื่องห้องพักก่อน แฟนก็เดินลงไปคุยกับพนักงานดูแลห้อง เราที่นั่งอยู่ในรถ แง้มประตูไว้เล็กน้อย ก็ได้ยินแฟนคุยกันอยู่ที่ด้านหลังรถ แต่ไม่ได้หันไปมองนะ 

พนักงานดูแลห้องบอกว่า พี่จะเอาห้องนี้จริงๆหรอ เป็นเสียงของผู้หญิงที่พูดไทยไม่ค่อยชัด แฟนก็บอกว่า ครับ เอาห้องนี้แหละครับ พนักงานก็ถามว่า จะเอาค้างคืนหรือเป็นรายชั่วโมง แฟนก็บอกว่า ค้างคืน ในใจเราก็คิดว่า ตอนนี้มันดึกแล้ว แฟนอาจจะขับรถไม่ไหวหรือเปล่า ก็เตรียมใจไว้แล้วล่ะว่าคืนนี้จะต้องนอนที่นี่แน่ ๆ เลย พนักงานก็ถามย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า “พี่แน่ใจนะ ว่าจะเอาห้องนี้”  ย้ำประมาณ 3-4 รอบ จนเราคิดในใจว่าจะเปิดประตูออกไปแล้วบอกว่า “เออ! กูเอา”  หลงัจากเคลียเรื่องห้องพักเสร็จแล้วพนักงานก็หายไป 

แฟนก็เดินเข้ามา เปิดประตูฝั่งเราแล้วบอกว่า เข้าไปคุยข้างในกันหน่อย เราก็ตกลง ลงจากรถ และเปิดประตูเข้าไปในห้องคนแรก แฟนก็เดินตามหลังดีเรามาติดๆ พอเปิดประตูเข้ามา เราไปนั่งที่โซฟาข้างเตียงก่อน แฟนเราก็เดินตามมา ปิดประตูดังปัง! แล้วหันหลังให้ประตู แฟนนั่งลงถอดรองเท้าไปแล้วข้างนึง แล้วขณะที่กำลังจะถอดรองเท้าอีกข้างนึง เสียงเคาะประตูก๊อกๆๆๆ ก็ดังขึ้น  แฟนจึงหันไปเปิดประตู  แต่ปรากฏว่าไม่มีคน แต่มีผ้าเช็ดตัววางไว้ พร้อมกับเงินทอนอยู่หน้าห้อง แฟนก็งงว่าทำไมพนักงานจะรีบไปไหน แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร 

แฟนปิดประตูแล้วเดินเข้ามาในห้อง นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นตรงหน้าเรา แล้วเอามือมาจับเข่าเราที่นั่งอยู่บนโซฟาข้างเตียง แฟนพูดกับเราด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ขอโทษนะที่ใช้คำพูดรุนแรง ขอโทษที่ใส่อารมณ์ เพราะเราก็เพิ่งคบกัน อาจจะต้องปรับจูนกันนิดนึง” ต่างฝ่ายต่างร้องไห้ หลังจากที่คุยกันได้สักพักหนึ่ง เราทั้งคู่ก็หายโกรธและดีกัน แล้วอยู่ๆแฟนก็นิ่ง ไม่พูดอะไร หน้าซีด เหงื่อไหลเป็นเม็ดๆเต็มหน้า แล้วก็พูดขึ้นว่า “งั้นเราไปจากที่นี่กันไหม” เราก็บอกกับแฟนว่า “เอ้ย…พี่ นอนที่นี่ก่อนก็ได้ อีกไม่กี่ชั่วโมงมันก็จะเช้าแล้ว เราจะไปซีเรียสทำไม อยู่ตรงนี้ก่อนก็ได้ แล้วอีกอย่างตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันก็ไม่รู้ กลางค่ำกลางคืน ขับรถกลับเข้าเมืองมันจะอันตรายหรือเปล่าก็ไม่รู้” แล้วเราก็กระโดดจากโซฟาขึ้นเตียงเลย   

แฟนเราก็เดินอ้อมมานอนฝั่งขวาของเตียง ส่วนเรานอนอยู่ฝั่งซ้าย แฟนเรานอนหงายเอามือทั้งสองข้าง ลองใต้หัวตัวเองไว ส่วนเราก็นอนตะแคงหันหน้าไปทางเขา เอามือซ้ายขวาประกบกันรองหน้าตัวเอง เรานอนสะลึมสะลือเกือบจะหลับแล้ว แต่ในจังหวะนั้นเราก็แอบหรี่ตามองแฟนเราว่าเขาหลับหรือยัง แต่เราก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นแฟนนั้นนอนตาเหลือกมองไปที่กระจกที่อยู่บนเพดานห้อง ณ จุดจุดนั้นเราเครียดมาก สงสัยว่าทำไมแฟนถึงมองอย่างนั้น และเราไม่รู้เลยว่าคนที่นอนอยู่ข้างๆเรานั้นใช่แฟนเราหรือเปล่า 

ในใจเราก็คิดอยากจะถามแฟนว่า มองอะไรที่กระจกหน่ะ แต่อีกใจก็บอกกับตัวเองว่าถ้าแฟนตอบว่า “มองมึงไง” คงจะกลัวจนอยู่ไม่ไหวแน่ ๆ เลยหลับตานอนต่อ แต่หลับตาไปได้แค่แป๊บเดียว ก็รู้สึกเริ่มหนักที่คอ เริ่มเจ็บบริเวณท้ายทอย เจ็บเรื่อยๆ  เจ็บเรื่อยๆ  เหมือนกับว่ามีคนกำลังดึงผมเราอยู่ ตอนนั้นเราเริ่มขนลุก ตัวเริ่มสั่น ทำอะไรถูก จำได้ว่ามันอื้อ มันร้อน ทรมานเอามาก ๆ  มันเป็นช่วงเวลาที่นานมาก จนเรารู้สึกว่าอยากจะออกจากตรงนี้แล้ว ตอนนั้นแฟนเราก็เริ่มจับสังเกตเราได้แล้วเพราะว่าเรานอนตัวสั่น เขาเลยตะโกนออกมาดังมากว่า

“ตูม! ออกไปจากที่นี่กันเดี๋ยวนี้”  พอสิ้นเสียงคำพูดของแฟน เราก็ลืมตามองแฟน ก็เห็นว่าแฟนลุกขึ้นมานั่งไอออกมาเป็นเลือดสดๆ เต็มเตียง ต่อหน้าต่อตาเรา แฟนเราพยายามผลักให้เราออกไปจากตรงนี้ เมื่อเราเห็นว่าแฟนเราเป็นอย่างนั้นเราก็ตกใจกลัวและร้องไห้ ถามว่าแฟนเป็นอะไร “ตัวเองเป็นอะไร!!” 

แฟนเรายังคงไอออกมาเป็นเลือดอย่างต่อเนื่อง เขาลุกขึ้นจากเตียงแล้ววิ่งไปห้องน้ำ เลือดไหลหยดเป็นทางตั้งแต่เตียงไปจนถึงห้องน้ำ  เราก็ตามไปลูบหลังให้แฟนในห้องน้ำ แล้วก็บอกกับแฟนว่า “ไม่เอา ๆ ไม่ออกไปคนเดียว ต้องไปด้วยกัน” แล้วก็ไปหยิบเข้าหยิบของกุญแจรถ ดึงแฟนออกไปจากห้องไปด้วยกัน  

เราพาแฟนไปนั่งที่ฝั่งคนขับ แล้วก็สตาร์ทรถให้ด้วย แฟนก็ยังคงไอไม่หยุด เอามือป้องปาก จนเลือดเต็มมือ ในใจเราตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าต้องพาแฟนไปโรงพยาบาล ไม่ได้คิดถึงผีเลย คิดแต่ว่าแฟนกำลังจะตาย แฟนเราถอยรถออกจากห้อง แล้วขับออกมาจากโรงแรมนั้น พอขับออกมาถึงถนนใหญ่ อยู่ ๆ แฟนก็หยุดไอ หายเป็นปกติ ตอนนั้นเรารู้เลยว่า สิ่งที่เจอมันไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว  เราเลยพูดกับแฟนว่า “ ตัวเอง หยุด ไปคุยกันที่ห้อง”  

เราขับรถหลงกันไปมากว่าจะถึงห้องก็ 5:00 น ฟ้าสางแล้ว พอถึงห้อง ด้วยความอ่อนเพลีย เราสองคนก็นอนกำมือกันแน่น ไม่คุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเลย จนหลับไป พอตื่นมาเราทั้งคู่ก็อาบน้ำแต่งตัว ไปทำบุญถวายสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา หาอะไรกิน เสร็จแล้วก็มานั่งคุยกันว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น  

ย้อนกลับไปทั้งหมดเมื่อคืน ตอนเข้ามาในห้อง เรานั่งที่โซฟา แฟนนั่งง้อเรา พอคุยกันเสร็จแฟนก็กะว่าจะนอนแหละ แต่จำช่วงที่เราบอกว่าแฟนเราหน้าซีดเหงื่อออกเป็นเม็ด ๆ ได้ไหม แฟนเราบอกว่า ตอนที่ผมนั่งอยู่ที่พื้น ระดับสายตาผมอยู่ใต้เตียง ผมเห็นร่างคนคนนึงนอนอยู่ใต้เตียง กำลังจ้องมองมาที่เรา ตัวแฟนเราไม่กล้าทัก เพราะว่ากลัวร่างนั้นจะเข้าตัวเอง แฟนเลยรวบรวมสติตัวเอง อยากจะพาตัวเราออกมา แต่ปรากฏว่าเราดันไปกระโดดขึ้นเตียงแล้ว คือ ณ ตอนนั้น แฟนไม่สามารถบอกเราได้ว่า ผีอยู่ใต้เตียง 

พอมาถึงตอนที่เราเจ็บท้ายทอย ซึ่งเรายังไม่ได้บอกแฟนว่าเราเจ็บหัว เราแค่ตัวสั่นเฉยๆ แฟนถามเราว่า ตูมเจ็บที่ท้ายทอยด้านหลังใช่ไหม เราก็บอกว่า เจ็บสิ ทำไมหรอ แฟนเราก็บอกว่า ก็ใช่น่ะสิ คนที่เขาอยู่ใต้เตียง เขาขึ้นมานอนคั้นกลางระหว่างพี่กับตูม แล้วกำหัวตูมแน่นมาก ตอนนั้นแฟนเราท่องในใจว่า “ให้ปล่อย ๆ ” สาเหตุที่แฟนเรานอนตาเหลือกก็เพราะว่า แฟนกำลังมองร่างนั้นผ่านกระจกที่อยู่บนเพดานห้อง และร่างนั้นก็จ้องมองแฟนผ่านกระจกนั้นเหมือนกัน แฟนเราเลยตัดสินใจรวบรวมความกล้าตะโกนว่า “ให้ออกไปจากที่นี่กันเดี๋ยวนี้” 

พอสิ้นคำพูดของแฟน ก็มีมืออีกมือนึงโผล่ออกมาจากข้างหมอนฝั่งซ้ายของแฟน มือนั้นใช้นิ้วโป้งกดไปที่ลูกกระเดือกของแฟน จนได้ยินเสียงดังก๊อก แฟนก็เลยไอออกมาเป็นเลือดสด ๆ  

เราเข่าอ่อนเมื่อได้ยินสิ่งที่แฟนเล่าให้ฟัง จนอยากจะไปทำบุญอีกรอบ เพราะมีความรู้สึกว่า สิ่งนั้นมันจะต้องเป็นสัมภเวสีแน่ๆ ไม่ใช่เจ้าที่ เพราะว่าเขาทำร้ายร่างกายเราจนเจ็บได้แล้ว 

แฟนเราเลยตัดสินใจบอกว่า เอางี้แล้วกัน ขับรถไปดูกันอีกรอบ เราทั้งคู่ก็ขับรถกันไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่คิดว่าเป็นโรงแรมนั้น แต่กลับไม่เจอโรงแรม เจอเพียงแต่ป้ายโรงแรม  เป็นป้ายเก่าๆที่กำลังผุพัง เขียนว่า “บริการห้องพัก 24 ชั่วโมง” และรอบๆป้ายโรงแรมก็มีเศษซากศาลพระภูมิเก่าๆอยู่เต็มไปหมด ไม่มีทางรถเข้า เรากับแฟนก็เลยพูดกันว่า แล้วพนักงานที่มาตอนรับเมื่อคืนล่ะ เขาเป็นคนหรือเป็นอะไร  แล้วโรงแรมต่างๆ แล้วเตียงที่เข้าไปนั่ง มันคืออะไร 

นี่เป็นเรื่องเดียวในชีวิตที่เรารู้สึกว่าหนักที่สุดแล้ว หลังจากนั้นเวลาเราจะเดินทางไปสถานที่ไหน ไปต่างถิ่นหรือต่างจังหวัด ถ้าแฟนเราบอกว่าห้องนี้นอนไม่ได้ ตูมจะไม่มีคำถามเลย ไม่เหมือนเมื่อก่อนพี่จะเถียงตลอด 

แฟนเราเล่าให้ฟังอีกว่า สมัยตอนเด็กๆที่แฟนเราเบิกเนตรมาใหม่ ๆ ตอนแรกเขายังไม่รู้ว่าเขาสามารถเห็นสิ่งพวกนี้ได้  จนกระทั่งกลางดึกคืนหนึ่ง เขาขับรถมาถึงทางเข้าหน้าบ้านของตัวเอง ไฟหน้ารถก็สาดส่องไปเห็นเห็นผู้ชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่กลางถนน แฟนเราจึงจอดรถ เปิดประตูลงไปถามว่า “โทษนะครับ มีอะไรให้ช่วยไหมครับ” แล้วผู้ชายคนนั้นจากที่เขานอนคว่ำหน้าอยู่ ก็ดีดตัวลุกขึ้นมานั่งทันที แล้วหันมามองที่แฟน ปรากฏว่าขายคนนั้นไม่มีดวงตา จมูก ปาก มีเพียงใบหน้าขาว ๆ เท่านั้นแหละ แฟนถึงกับผงะ เดินกลับขึ้นรถ ไม่พูดไม่จา ผู้ชายคนนั้นก็ค่อยๆลุกขึ้นเดินตามมามาที่รถ  แฟนก็ค่อย ๆ ถอยหลังออกมา ขับอ้อม ๆ ออกไปวนในจังหวัดตัวเอง ทั้งๆ ที่บ้านอยู่แค่หน้าปากซอยเท่านั้น สาเหตุที่ทำอย่างนั้นเพราะว่ากลัวผู้ชายคนนั้นจะตามเข้าไปในบ้านตัวเองด้วย หลังจากนั้นมาแฟนก็เลยเชื่อว่าเรื่องพวกนี้มีจริง 

เรายังคิดว่าวันที่ไปเที่ยวเชียงใหม่ เรายังปักใจเชื่อคิดว่าเราหลงทาง ไปผิดที่ เรากลับไปหาโรงแรมนั้นไม่เจอ แต่มีเหตุการณ์หนึ่งเป็นเหตุการณ์สั้นๆ เกิดขึ้นที่จังหวัดกาญจนบุรีบ้านของแฟนนั่นแหละ 

วันนั้นแฟนกับเรากำลังจะขับรถกลับบ้าน ถึงแฟนเป็นคนขับ ขับมาถึงทางสามแพร่งที่เป็นแยกไฟแดง ขณะที่กำลังติดไฟแดงอยู่ จู่ๆ แฟนเราก็นิ่ง สายตาก็เพ่งมองอะไรบางอย่าง เรานั้นกำลังนั่งลั่นล้าเล่นโทรศัพท์แล้วก็พูดนู้นนี่นั้นกับแฟนไปเรื่อย เราก็หันไปถามเขาว่ามองอะไร ซึ่งเราเห็นว่าตรงนั้นมันเป็นไฟแดงปกติ และมีป้ายอยู่ข้างทาง พอไฟเขียว แฟนเราก็เหยียบคันเร่ง แล้วทำปากขมุบขมิบท่องอะไรก็ไม่รู้  แล้วก็มองกระจกหลัง ซึ่งตอนนั้นบ้านอยู่ข้างหน้าแล้ว แต่แฟนเรากลับเลี้ยวไปอีกทางไม่เข้าบ้าน 

แฟนเราเลี้ยวไปเข้าตลาดโต้รุ่ง แวะซื้อพวงมาลัย เสร็จแล้วก็ขับรถออกมา แฟนเราก็บอกว่า “ตูม ถ้าถึงแยกเดิม  ตูมเอาพวงมาลัยนี้โยนออกไป แล้วบอกว่า เอามาให้แล้วนะ” เราก็บอกว่า “อ่า…ถามหนูยังอ่ะ ว่าหนูอยากทำหรือเปล่า” แฟนก็บอกว่า “ ไม่ได้…ต้องเป็นตูม เขาอยากได้จากตูม ”  เราก็โอเค ๆ ไป

แต่พอขับรถมาใกล้จะถึงจุดที่แฟนบอก  เรากลับไม่กล้า เรายื่นพวงมาลัยให้แฟนแล้วบอกว่า “ไม่เอา ๆ” แฟนก็บอกว่า “ตูม ทำ!!” เราก็บอกว่า “ไม่เอ๊า…กลัว!!” ก็ดันพวงมาลัยกันไปมา พอถึงจุดนั้น เราก็ลดกระจกลงแล้วหยิบพวงมาลัย โยนออกไปพร้อมพูดว่า “ เอามาให้แล้วคร๊าาาาาา” แล้วก็ปิดกระจกเลย เรานั่งร้องไห้อยู่ในรถ แฟนเราก็พูดว่า “ในรถนี้มีแค่ชื่อเขา และก็ชื่อเรา 2 คนเท่านั้น คนอื่นไม่ต้องมาเกาะ ไม่ต้องมาเกี่ยว ไม่ต้องเข้ามายุ่ง ออกไป ถ้าไม่ไปกูจะแช่งมึง” พูดอยู่อย่างนี้หลายรอบจนไปถึงบ้าน 

พอตอนเช้าแฟนเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เขาจอดรถติดไฟแดงอยู่ เขาเห็น ผู้หญิงยืนอยู่ ซึ่งเป็นผู้หญิงปกติ แต่เท้าของเขาเขย่งลอยขึ้นมาจากพื้น แฟนเราก็เลยรู้ว่าเขาไม่ใช่คนแน่ๆ แต่พอจังหวะที่รถกำลังจะออกตัว ผู้หญิงคนนั้นก็จ้องมองมาที่ตูม แล้วจังหวะที่รถขับผ่าน เขาทำท่าเหมือนจะกระโดดมาเกาะที่ประตูรถฝั่งที่ตูมนั่ง ซึ่งจังหวะนั้น เรากำลังนั่งลั้นลาอยู่ในรถ 

เราก็ถามแฟนว่าแล้วทำไมถึงเอาพวงมาลัยมาให้เขา แฟนเราก็บอกว่า เขาคงจะอยากมาด้วย เขาอยากให้เรารับเขาไปจากตรงนั้นที่ได้ไหม 

แล้วปรากฏว่าตอนเช้า พ่อแม่ของแฟนและเพื่อนบ้านก็ต่างคุยกันว่า “เนี่ย ได้ดูข่าว รู้ยังว่าเมื่อคืนตอนค่ำๆ มีมอเตอร์ไซต์ชนผู้หญิงตาย รูปร่างลักษณะใส่เสื้อผ้าอย่างนี้” คุยกันทั้งซอย โดยที่เรายังไม่ได้เล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟัง ซึ่งคือคนคนเดียวกันกับที่แฟนเราเห็น เราเลยเชื่อว่าแฟนเราไม่ได้โกหก …เรื่องราวทั้งหมดก็จบเพียงเท่านี้ เป็นอย่างไรกันบ้างครับหลอนไหม…

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here