ผีกระเหรี่ยงวิ่งตามหมอบนดอย

ผีกระเหรี่ยงวิ่งตามบนดอย
ผีกระเหรี่ยงวิ่งตามบนดอย

ประสบการณ์สุดหลอนของหมอจบใหม่ ที่ใครจะไปคิดว่าการเลือกที่ลงโรงพยาบาลครั้งแรก ก็เจอเรื่องขนลุกหลอนสั่นประสาทที่ทำให้คุณหมอต้องจำไปตลอดชีวิต

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วครับ เรื่องมันมีอยู่ว่าตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ เลยต้องหาโรงพยาบาลที่จะต้องไปประจำเพื่อที่จะหาประสบการณ์ให้กับตัวเอง ซึ่งส่วนตัวของผมเป็นคนที่ชื่นชอบธรรมชาติเอามาก ๆ เลยเลือกที่จะไปเป็นหมอหมู่บ้านที่จังหวัด ๆ หนึ่งในภาคเหนือ ผมไม่ขอพูดชื่อจังหวัดและชื่อหมู่บ้านล่ะกัน เพราะถ้าผมพูดไปอาจจะทำให้ใครบางคนที่จะต้องไปเป็นหมอที่นั่นต้องลำบากใจแน่ ๆ เข้าเรื่องเลยล่ะกันนะครับ

พอดีตอนนั้นหมู่บ้านที่ผมจะต้องไปประจำ หมอของเขาเพิ่งลาออกไปพอดี ทำให้ผมได้มีโอกาสไปเป็นหมอที่นั่นแทน ผมก็เลยเริ่มที่จะหาข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับหมู่บ้านก่อนที่จะไป จึงทำให้ผมได้รู้ว่าหมู่บ้านที่ผมจะไปอยู่นั้นมันอยู่บนยอดดอยท่ามกลางธรรมชาติ อย่างที่ผมชอบเลยครับ

ความจริงมีกำหนดอีก 1 อาทิตย์ที่ผมจะไปประจำที่นั่น แต่ตัวของผมมันทนรอไม่ไหว ก็เลยตัดสินใจที่จะไปเลยดีกว่าจะได้ไปเที่ยวและทำความคุ้นเคยกับสถานที่ก่อนด้วย ผมก็เลยเดินทางไปในตอนเช้าของอีกวันด้วยรถไฟฟรี เพราะว่าผมไม่ได้เร่งรีบอะไร จะได้ชมวิวข้างทางสวย ๆ ไปด้วย ผมมาถึงก็เกือบ 3 ทุ่มแล้ว แล้วก็จะต้องเดินทางต่อเข้าไปในหมู่บ้านอีกประมาณ 70 กิโลเมตร

“คุณหมอเดชาใช่ไหมครับ”   ลุงคนนึงใส่ชุดแปลก ๆ น่าจะเป็นชุดของชนเผ่าอะไรสักอย่างเดินมาถามผมด้วยสำเนียงที่ไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไหร่ แต่ผมก็พอจะฟังรู้เรื่องครับ

“ใช่ครับผมหมอเดชาเอง แล้วนี่คุณลุงเซงดูใช่ไหมครับ” ผมลืมบอกไปครับว่าก่อนที่ผมจะมา ผมได้โทรนัดกับคนในหมู่บ้านเอาไว้แล้วว่าจะมาถึงตอนไหน แล้วเขาก็บอกกับผมว่าจะให้คนในหมู่บ้านชื่อเซงดูออกมารับ ก็หน้าจะเป็นคุณลุงคนนี้นั่นเหละครับ

“ใช่ ๆ เรารีบไปกันเถอะหมอ เดี๋ยวมันจะค่ำไปมากกว่านี้” แกตอบผมด้วยน้ำเสียงที่ดุเล็กน้อย และท่าทางของแกดูเป็นกังวลกับเรื่องอะไรสักอย่าง แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

หลังจากนั้นแกก็มาช่วยผมยกกระเป๋าไปสองใบ และเดินนำหน้าผมไปไวมาก ๆ จนผมแทบจะเดินตามแกไปไม่ทันเลยครับ

พอมาถึงที่รถก็เป็นรถกระบะเก่า ๆ ดูท่าทางแล้วไม่น่าจะขับได้ด้วยซ้ำครับ ผมก็รีบเลยเอากระเป๋าไปวางไว้ที่ท้ายกระบะ เสร็จแล้วก็มานั่งข้างหน้ารถกับลุงเซงดู

ขับรถออกมาได้สักพักลุงแกก็ไม่ยอมพูดอะไรกับผมสักคำ ส่วนผมก็ไม่กล้าพูดกับแกก่อนก็เลยต่างคนต่างเงียบไป แต่สักพักแกก็พูดขึ้นมาว่า

“ถ้าเห็นอะไรไม่ต้องทักหรือหันไปมองนะหมอ”   ผมก็ไม่รู้ว่าแกหมายถึงเห็นอะไรก็เลยถามแกกลับไปว่า

“เห็นอะไรเหรอลุง เห็นผีเหรอครับ ฮ่า ๆ ๆ”   พอผมพูดจบแกหันมามองหน้าผมตาขวางเลยครับ หน้าตาแกจริงจังมาก แล้วแกก็หันกลับไปขับรถต่อโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นสักคำ ส่วนตัวผมก็ตลกแป็กไม่กล้าถามอะไรแกต่อเลยครับ ได้แต่คิดในใจว่ามันเริ่มแปลก ๆ แล้วนะกับลุงคนนี้ แกเป็นอะไรของแกมากหรือเปล่า สงสัยจะโรคจิตหรือไม่ก็เมายามาแน่ ๆ

ในระหว่างที่ผมนั่งคิดไปเรื่อย ๆ สักพักผมก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างรูปร่างคล้าย ๆ กับคนยืนอยู่ตรงริมชายป่าด้านหน้าฝั่งซ้ายมือของผม เมื่อผมเห็นอย่างนั้นก็พยายามที่จะมองไปเรื่อย ๆ ว่าใครมาทำอะไรในที่มืด ๆ อย่างนี้คนเดียว  

ในขณะที่ผมใจจดใจจออยู่กับการมอง ก็มีมือมาจับที่ไหล่ของผม ผมสะดุ้งตกใจอย่างแรงเลยครับ แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงร้องอะไร พอผมหันกลับไปมองที่มือนั้น มันเป็นมือของลุงเซงดูนั่นเองครับ แกจับไหล่ของผมเอาไว้พร้อมกับซ่ายหน้าเหมือนกับพยายามจะบอกกับผมว่าอย่าไปมอง  ผมก็พอจะเข้าใจนะครับ แต่ด้วยความสงสัยผมก็เลยหันกลับไปมองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมไม่เห็นอะไรแล้วครับ ผมก็เลยคิดไปเองว่าผมคงจะตาฝาดหรือไม่ก็คงเป็นต้นไม้มั้ง แล้วผมก็ไม่ได้สนใจอะไรต่อจากนั้น

สักพักผมกับลุงเซงดูก็มาถึงที่หมู่บ้านซึ่งมันเงียบและมืดมากเลยครับ คงอาจจะเป็นเพราะว่ามันดึกแล้วก็ได้ หลังจากนั้นลุงเซงดูก็พาผมไปส่งที่บ้านพัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับทางเข้าหมู่บ้านสักเท่าไหร่ พอถึงแล้วแกก็ช่วยผมขนของลงจากรถ พอเสร็จแล้วแกก็รีบกลับไปทันที แต่ก่อนที่แกจะไปแกบอกกับผมว่าถ้าดึก ๆ มีใครมาเรียกไปไหนไม่ต้องไปนะหมอ อย่าไปเด็ดขาด ผมว่าจะถามแกว่าทำไม แต่ก็ไม่ทันเพราะว่าแกไปซะล่ะ

พอแกกลับไปผมก็รีบขนของขึ้นไปบนบ้านทันที ความจริงจะเรียกว่าบ้านก็คงจะไม่ถูกสักเท่าไหร่ เพราะว่ามันหลังเล็กมากแล้วก็ทำจากไม้ไผ่ทั้งหลัง ผมว่ามันน่าจะเป็นกระท่อมซะมากกว่า พอผมจัดข้าวของเสร็จเรียบร้อยก็รีบนอนเลยครับ น้ำก็ไม่ได้อาบเพราะว่าเหนื่อยมากจากการเดินทางมาทั้งวัน

พอผมตื่นมาในตอนเช้าของอีกวันผมก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะได้ไปเดินสำรวจรอบ ๆ หมู่บ้าน ในระหว่างที่ผมเดิน ๆ ไปก็เจอกับลุงเซงดูโดยบังเอิญ ผมก็เลยเข้าไปทักแกว่า สวัสดีครับลุง ลุงเซงแกก็ทักกลับมาว่า สวัสดีครับหมอ ตื่นแต่เช้าเลยนะครับ แปลกมากครับวันนี้แกดูผิดกับเมื่อวานโดยสิ้นเชิง แกยิ้มและพูดดีกับผมเหมือนกับไม่ใช่ลุงเซงดูคนเมื่อวานเลย

ผมก็เลยยืนคุยกับแกไปสักพักแกก็ถามผมว่าจะไปไหน ผมก็เลยบอกกับแกไปว่าผมอยากเดินเที่ยวรอบ ๆ หมู่บ้านว่ามีอะไรบ้าง แกก็เลยเป็นคนอาสานำผมเที่ยวเองครับ ผมก็เลยตอบตกลง แล้วแกก็พาผมเดินไปดูทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้าน 

บรรยากาศในหมู่บ้านสวยมาก ๆ ครับ น่าจะเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้เลย อากาศก็ดีไม่ร้อนมากไม่หนาวมากแถมยังสงบไม่วุ่นวายอีกด้วย แต่ในระหว่างที่ผมเดินเที่ยวไปรอบ ๆ มีอย่างนึงที่ผมสังเกตได้ชัดเจนก็คือ ในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่มีแต่คนแก่ไม่ค่อยมีเด็กหรือวัยรุ่นเลยครับ ด้วยความที่ผมสงสัยก็เลยถามลุงเซงดูไปตรง ๆว่า ทำไมในหมู่บ้านถึงมีแต่คนแก่ครับ ผมไม่ค่อยเห็นวันรุ่นกับเด็ก ๆ เลย พอคำถามของผมจบลง ลุงเซงดูทำท่าทางเหมือนไม่ค่อยอยากตอบผมสักเท่าไหร่ แกตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า “ไม่รู้” แล้วแกก็เปลี่ยนเรื่องคุยกับผมทันที

แกบอกว่าก่อนถึงหมู่บ้านเราจะเป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว ที่หมอเห็นตอนนั่งรถเข้ามาในหมู่บ้านมือคืนนี้นั่นเหละ ผมก็เลยบอกกับแกกลับไปว่าผมรู้แล้วครับ เพราะก่อนที่ผมจะขึ้นมาจากกรุงเทพฯ ผมก็ได้ศึกษาหาข้อมูลเอาไว้หมดแล้ว เพราะว่าหมู่บ้านนั้นเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่ผมจะต้องไปรักษาคนป่วยด้วยเหมือนกัน

หลังจากวันนั้นก็ผ่านไปได้ 3 อาทิตย์ผมก็เริ่มชินกับการใช้ชีวิตในหมู่บ้านมากขึ้น ส่วนเรื่องรักษาผู้ป่วยก็ผ่านไปด้วยดีทุกวัน จนมาถึงวันนี้ วันที่ทำให้ผมต้องจดจำไปตลอดชีวิตและทุกครั้งที่คิดถึงมันก็จะทำให้ผมขนลุกไปทั้งตัว

หลังจากที่ผมตรวจคนไข้คนสุดท้ายเสร็จ ผมก็กลับมาที่บ้านพักของผมตามปกติเหมือนทุก ๆ วัน พอมาถึงผมก็รีบหาข้าวหาปลากินทันทีเพราะจะต้องจดบันทึกของผู้ป่วยต่อ หลังจากนั้นผมก็นั่งทำงานของผมไปเรื่อย ๆ จนเวลาก็เกือบจะ 3 ทุ่ม ผมก็เลยลงไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวขึ้นมาอ่านหนังสือต่อ 

ทุกคืนผมจะต้องอ่านหนังสือประมาณครึ่งชั่วโมงครับถึงจะนอน แต่คืนนี้ผมอ่านเพลินไปหน่อยดูนาฬิกาเกือบจะ 5 ทุ่มแล้วผมก็เลยเลิกอ่านหนังสือแล้วก็มาสวดมนต์ก่อนนอนแทน แต่ในขณะที่ผมกำลังสวดมนต์อยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงคนนึงเรียกผมมาจากด้านหน้าประตู

“หมอ ๆ เปิดประตู เปิดประตู”  เธอเรียกผมซ้ำ ๆ อย่างนั้นอยู่หลายครั้ง ผมก็ไม่ได้เอะใจอะไรนึกว่าชาวบ้านป่วยมาขอความช่วยเหลือก็เลยรีบเปิดประตูออกไปทันที

พอผมเปิดประตูออกไปก็เห็นเด็กผู้หญิงคนนึงยืนอยู่อายุน่าจะประมาณ 12-13 ปีได้ครับ แต่ว่าไม่น่าจะใช่เด็กในหมู่บ้านนี้เพราะดูจากการแต่งตัวกับก็สำเนียงการพูดแล้ว ผมก็เลยถามไปว่ามีอะไรให้หมอช่วยเหรอ แล้วเด็กผู้หญิงก็ตอบผมกลับมาประมาณว่า ย่าหรือยายของแกนี่เหละไม่สบายหนักมากอยากให้ผมช่วยไปรักษาหน่อยอยู่ที่หมู่บ้านข้าง ๆ นี่เอง ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่แต่ก็พอจับใจความได้  

ผมก็เลยบอกให้แกยืนรอผมแปปนึงเดี๋ยวผมเข้าไปเก็บของในบ้านก่อน แต่ในระหว่างที่ผมกำลังเก็บของอยู่ดี ๆ คำพูดของลุงเซงดูก็แว๊บเข้ามาในหัวของผม (ถ้าดึก ๆ มีใครมาเรียกไปไหนไม่ต้องไปนะ อย่าไปเด็ดขาด) เป็นคำพูดที่ลุงแกพูดเตือนผมไว้ในวันแรกที่เจอกัน แต่ส่วนที่ห้ามออกไปไหนไปกับใครนั้นแกไม่ได้บอกผมเอาไว้ แต่ด้วยเพราะหน้าที่ของผมแล้วถ้ามีคนป่วยก็ต้องไปรักษา ผมก็เลยไม่สนใจเรื่องที่ลุงเซงดูบอกเอาไว้ แล้วก็ตัดสินใจไปกับเด็กแปลกหน้าคนนั้นทันที

หมู่บ้านที่ผมกำลังจะไปเป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวครับ อยู่ห่างจากหมู่บ้านที่ผมอยู่ประมาณ 3 กิโลเมตร การเดินทางของผมจึงต้องใช้รถจักรยานยนต์ (เก่ามาก) ที่คนในหมู่บ้านเอาไว้ให้ใช้เวลาไปไหนมาไหน

ผมขี่ออกมาจากหมู่บ้านได้สักพักโดยที่มีเด็กผู้หญิงนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน ในระหว่างเส้นทางที่ผมผ่านไม่มีแสงไฟสักดวง มีเพียงแค่แสงไฟจากหน้ารถเก่า ๆ ของผมที่มันดับ ๆ ติด ๆ เพียงเท่านั้น

ผมขี่รถมาเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วประมาณ 40 ซึ่งช้ามากครับเพราะรถมันเก่ามากแล้ว ระหว่างทางผมเริ่มที่จะสังเกตบรรยากาศรอบ ๆ ของทั้งสองฝั่งถนน จนมาถึงจุดที่ผมจำได้ว่าผมเห็นอะไรบางอย่างที่คล้าย ๆ กับคนยืนอยู่ ผมก็เลยพยายามมองไปอีกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นอะไรครับนอกจากต้นไม้

ยิ่งผมขี่ไปเรื่อย ๆ มันยิ่งเงียบและหนาวมากจนทำให้ผมขนลุกไปทั้งตัว และทำให้ผมเริ่มสงสัยว่าเด็กผู้หญิงที่นั่งซ้อนท้ายผมมา ตอนที่เธอไปเรียกผมที่หมู่บ้านเธอไปได้ยังไง เพราะจากระยะทางบวกกับความมืดแล้วเธอไม่น่าจะเดินมาได้ หรือถ้ามีใครมาส่งเขาก็น่าจะรอไปพร้อม ๆ กัน ไม่น่าปล่อยให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อยู่แค่คนเดียว

พอผมคิดได้ ว่าจะหันกลับไปถามเธอซะหน่อยว่ามาได้ยังไง แต่พอเหลียวหลังไปเท่านั้นเหละครับผมตกใจมากจนรถเกือบล้ม แต่ก็ยังไม่แน่ใจกับสิ่งที่เห็นสักเท่าไหร่ ผมก็เลยจอดรถแล้วเหลียวหลังไปดูให้ชัด ๆ อีกที ของจริงเลยครับผมไม่ได้ตาฝาดไป  

ภาพที่ผมเห็นคือตัวของเธอนั่งซ้อนท้ายผมเป็นปกติและเอามือจับที่เอวของผมเอาไว้ แต่หัวของเธอสิครับมันหมุนหันกลับไปด้านหลังพร้อมกับหักลงลองคิดภาพตามดูนะครับ หลังจากนั้นเธอก็กระโดดลงไปจากรถทันที แล้วก็วิ่งกลับหลังหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว ส่วนตัวของผมทำได้แค่หันตัวกลับมาเพียงเท่านั้นเพราะทุกส่วนในตัวมันหนักไปหมด เหมือนกับถูกคนหลายสิบคนจับเอาไว้ไม่ให้ไป แล้วอยู่ดี ๆ น้ำตาของผมมันก็ไหลออกมาไม่หยุดเลย

สักพักก็มีเสียงลูกกระพวนดังขึ้น กริ๊งกริ๊ง ๆๆ และเสียงนั้นก็ใกล้ผมเข้ามาเรื่อย ๆ จนทำให้ผมเริ่มที่จะสังเกตเห็นเงาดำ ๆ คล้าย ๆ กับคนกำลังเดินมา เห็นได้จากไฟหน้ารถที่หริบหรี่ของผม ผมพยายามจะส่งเสียงเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงออกมาสักนิด ผมคิดว่าคงจะเป็นใครสักคนที่ผ่านมาแถวนี้พอดี แต่ผมคิดผิดครับ เพราะเงาที่ผมเห็นนั้นไม่ใช่คน เพราะคนอะไรจะคอยาวขนาดนั้นถึงจะเป็นกระเหรี่ยงคอยาวก็เถอะ

ยิ่งเข้ามาใกล้ ๆ ผมยิ่งแน่ใจว่าไม่ใช่คนแน่ ๆ เท่าที่ผมสังเกตได้เป็นผู้หญิงแก่หลังค่อม คอของแกยืดได้หดได้ ยืดเข้าไปในป่าทีแล้วก็หดมาเหมือนเดิมแล้วก็ยืดไปใหม่ เหมือนกับแกกำลังหาอะไรอยู่สักอย่าง ส่วนผมจากตัวที่แข็งอยู่แล้วก็แข็งไปใหญ่ แต่แปลกครับที่เหมือนกับแกจะไม่เห็นผม แต่แกก็ยังเดินไม่หยุดพร้อมกับยืดหัวของแกไปเรื่อย ๆ

ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออกแล้วครับเพราะว่าอีกนิดเดียวแกก็จะเดินมาถึงผมแล้ว ก็เลยหลับตาสวดมนต์แถมยังสวดผิด ๆ ถูก ๆ อีกต่างหาก ผมสวดมนต์ไปสักพักตัวของผมก็เริ่มเบา แล้วจะรออะไรล่ะครับผมก็เลยจับรถเลี้ยวและขี่กลับหมู่บ้านที่ผมอยู่ทันที ตอนนั้นใจของผมมันถึงที่หมู่บ้านแล้วครับ แต่รถมันบิดได้แค่ 40 ผมก็เลยต้องขับไปเรื่อย ๆ

ขับมาได้สักพักนึงนึกว่าจะรอดแล้ว ก็เลยเหลียวหลังหันกลับไปดู ที่ไหนได้ครับแกวิ่งตามรถผมมาด้วย ไอ้ตัวของแกไม่เท่าไหร่เพราะยังอยู่ไกลจากผมมาก แต่หัวของแกนี่สิครับจะถึงผมอยู่แล้ว ทำไงดีล่ะทีนี้ผมก็เลยต้องทำใจดีสู้เสือทำเป็นไม่เห็นอะไร แต่มันก็ไม่ได้ผลครับเพราะหน้าของแกมาอยู่ที่ข้าง ๆ หน้าของผมแล้ว ตาแดง ๆ ของแกจ้องมาที่หน้าของผมพร้อมกับแสยะยิ้ม พอผมเห็นอย่างนั้นก็สติแตกเลยครับ แล้วรถของผมก็เสียหลักล้มลงไปทันทีหลังจากนั้นผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย

ผมตื่นมาอีกที ผมโวยวายไม่หยุดเลยครับได้แต่หลับตาแล้วก็ไล่ทุกคนออกไป ผ่านไปสักพักพอผมตั้งสติได้ ก็เลยมองไปรอบ ๆ ผมเห็นลุงเซงดูยืนอยู่ที่ปลายเตียงของผมพร้อมกับพูดว่า ตื่นแล้วเหรอหมอ เป็นไงล่ะครับผมบอกแล้วไม่เชื่อ ผมก็บอกว่า โหลุง แล้วทำไมลุงถึงไม่บอกผมให้หมดล่ะครับ ว่าที่นี่ผีดุ” ลุงเซงดูแกก็บอกว่า ถ้าผมบอกหมอ หมอจะกล้าอยู่เหรอครับ จริงไหม ผมจึงถามลุงเซงดูว่า เอ่อลุงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ นี่เป็นเหตุผลที่หมอคนอื่น ๆ เขาลาออกกันหมดใช่ไหม

ลุงเซงดูเล่าให้ผมฟังว่าเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีแม่ลูกคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านกระเหรี่ยงที่ผมจะไปเมื่อคืนนี้ล่ะครับ แม่ลูกคู่นี้เป็นคนชอบเก็บตัวไม่ค่อยชอบยุ่งกับคนในหมู่บ้านสักเท่าไหร่ เลยทำให้คนในหมู่บ้านไม่ค่อยชอบและด่าว่าสองแม่ลูกนี้กันไปต่าง ๆ นานา

วันหนึ่งคนที่เป็นลูกสาวหายไปมีผัวเป็นคนเมืองแล้วถูกทิ้งให้แบกท้องกลับมาคลอดที่หมู่บ้าน พอคลอดเสร็จไม่กี่วันก็ไปผูกคอตายที่ต้นไม้กลางหมู่บ้าน เพื่อประชดคนที่ชอบนินทาและรังเกียจครอบครัวของเธอ  

หลังจากนั้นแม่ของเธอก็ต้องเลี้ยงหลานคนเดียวมาโดยตลอด แต่คนที่เป็นยายกลัวว่าหลานจะเป็นเหมือนแม่ก็เลยห้ามหลานไม่ให้ออกไปไหน ให้อยู่แต่ในบ้านเท่านั้น แต่วันดีคืนดีหลานของแกก็จะมานอนที่ต้นไม้ที่แม่ของแกผูกคอตาย จนทำให้คนในหมู่บ้านกลัวกันไปหมด

อยู่มาคืนหนึ่งคนที่เป็นยายไม่สบายหนักมาก หลานของแกก็เลยไปขอความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้าน แต่ก็ไม่มีใครช่วยเลยเพราะว่ากลัว หลานของแกเลยวิ่งจากหมู่บ้านกระเหรี่ยงมาถึงหมู่บ้านที่ผมอยู่ เพื่อที่จะมาตามหมอแต่หมอไม่ยอมไปรักษายายของเธอ ด้วยข้ออ้างที่บอกว่าดึกแล้วพร้อมกับไล่เธอกลับไปแบบไม่ใยดี

หลังจากคืนนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเด็กคนนั้นอีกเลย และในคืนเดียวกันคนที่เป็นยายคงเห็นหลานของตัวเองไม่กลับบ้าน ก็เลยออกมาตามหาทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่สบายอยู่ พอรุ่งเช้าของอีกวันก็มีคนพบเห็นศพของแกนอนอยู่ตรงริมชายป่า ตรงที่ผมเห็นคนยืนอยู่ในคืนแรกที่ผมมานั้นเหละครับ

ลุงเซงบอกว่าเด็กที่มาตามผมเมื่อคืนแกคงตายไม่ดีหรือตายโหงอันนี้ก็ไม่มีใครรู้ และคงเป็นเพราะว่าจิตยังเป็นห่วงยายอยู่ก็เลยไม่ยอมไปไหน แล้วส่วนคนแก่คอยาวเมื่อคืนที่ผมเห็นก็เป็นยายของแกนั่นเหละที่ยังออกมาตามหาหลานอยู่ทุกคืน

พอผมได้ฟังที่ลุงเซงดูพูดก็เลยสงสัยว่าทำไมเขาสองคนยังตามหากันอยู่ ทั้ง ๆ ที่เป็นผีแล้วก็หน้าจะเจอกันได้ง่าย ๆ ไม่ใช่เหรอ

ลุงเซงดูบอกกับผมว่าเวลาที่เขาสองคนตายกับสาเหตุการตายมันคงต่างกัน และก่อนที่เขาทั้งสองคนจะตายก็ไม่ได้เจอหน้ากันด้วยซ้ำ วิญญาณก็เลยต้องวนเวียนอยู่อย่างนี้จนกว่าจะเจอกัน แต่ทั้งหมดก็เป็นแค่การสันนิษฐานเท่านั้น คนในหมู่บ้านลองทำทุกวิธีแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ทำให้พ่อแม่หนุ่มสาวต้องพากันย้ายเด็ก ๆ วัยรุ่นไปอยู่ที่อื่นกันหมดเพราะว่ากลัว นี่ก็คงเป็นคำตอบว่าทำไมในหมู่บ้านถึงมีแต่คนแก่ที่ผมเคยถามเอาไว้

พอผมได้ฟังดั่งนั้นจากความกลัวก็เริ่มรู้สึกสงสารขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่รู้จะต้องช่วยเหลือยังเพราะลุงเซงดูบอกว่าเขาลองกันมาทุกวิธีแล้ว ผมก็เลยถามลุงเซงดูต่อไปว่าแล้วทำไมเด็กกับยายแก่เมื่อคืนเขาต้องมาหลอกผมด้วย

ผมก็เลยได้คำตอบกลับมาว่า เด็กคนนั้นคงรู้สึกโกธแค้นหมอคนที่เธอเคยมาเรียกแล้วไม่ยอมไป ส่วนยายแกที่เขาวิ่งตามเพราะว่าเขาแค่อยากเห็นหน้าผมเฉย ๆ ว่าใช้หลานของแกรึเปล่าถ้าไม่ใช่แกก็จะเลิกตาม

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นผมก็อยู่ในหมู่บ้านต่ออีก 1 อาทิตย์ครับ เพราะว่าทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ ทุกคืนจะมีเด็กผู้หญิงมาเรียกผม พอผมไม่เปิดแกก็มาทุบประตูบ้างขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้างหรือไม่ก็มายืนสงเสียงเรียกผมที่ใต้ถุนตรงตำแหน่งที่ผมนอน เจออย่างนี้ใครจะไปทนไหวล่ะครับ

หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้กลับไปที่นั้นอีกเลยจนมาถึงทุกวันนี้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ผมเพิ่งได้ข่าวมาจากเพื่อน ๆ หมอด้วยกันว่า มีเด็กจบใหม่คนหนึ่งไปเป็นหมอที่นั้น แต่อยู่ได้ยังไม่ทันถึงวันก็ต้องเผ่นออกมาซะแล้ว

ขอบคุณที่มา ตัวฉันหัวใจของฉัน

Previous articleยุติการเผยแพร่
Next articleยุติการเผยแพร่